วันพฤหัสบดี, มีนาคม 16, 2549

เล่นสนุกกับธรรมะ

เดินทางสู่ความว่าง With Gil Alon :


29-31/7/2004



ประสบการณ์และบันทึก โดย มนสิกุล โอวาทเภสัชช์



วันที่ 1. พบกันครั้งแรก

ครั้งแรกที่ฉันได้เผชิญหน้ากับ Gil Alon ชาวอิสราเอลที่มีประวัติพ่วงท้ายว่า เพิ่งจะสอน Creative Thinking ให้กับนักแสดงของภัทราวดีเทียเตอร์ มาหยกๆ ในละครเวทีเรื่อง “ร่ายพระไตรปิฎก” ก็ทำให้ฉันสนใจเขาขึ้นมาเล็กน้อย แต่ยังไม่ถึงขนาดที่ว่าจะโทรศัพท์ไปลงชื่อเพื่อเข้า Workshop กะเขาบ้าง เมื่อที่ทำงานซึ่งเป็นบริษัทผลิตสื่อหนังสือพิมพ์ สื่อทีวี และมัลติมีเดียในนามเนชั่น มัลติมีเดียกรุ๊ป ได้จัดขึ้น


ฉันอ่านประวัติเขาเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย เขาศึกษา Zen Buddhism ด้วย นั่นเองทำให้ฉันรู้สึกสนใจที่จะเข้าร่วมเวิร์กช็อปมากขึ้น แต่จะทำอย่างไรดี ถ้าไปลงชื่อไว้ แล้วเมื่อถึงเวลาฉันต้องไปทำข่าวช่วงนั้นก็คงอดเข้าแน่ๆ อย่ากระนั้นเลย จ้องแผ่นกระดาษประชาสัมพันธ์เขาไว้ทุกเวลาที่เข้าลิฟท์ดีกว่า (เพราะแผ่นนั้นมันอยู่ในลิฟท์ ) แล้วก็ตั้งจิตไว้ว่า ขอให้ได้เข้าร่วมเวิร์กช็อปด้วยคนเถอะ ถึงแม้จะเป็นวิธีการที่ดูเป็นไสยศาสตร์ไปหน่อย แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรได้ สำหรับนักข่าวที่ไม่อาจมีเวลาเป็นของตนเองมากมายนักอย่างฉัน
และแล้วปาฏิหาริย์มีจริง เมื่อป้อมเพื่อนซี้โทรศัพท์มาบอกว่าจะเข้าร่วมเวิร์กช็อปไหม มีคนไม่เข้า ให้ฉันเข้าแทน ฉันตอบตกลงไปทันที ไม่ลังเล แล้วงานข่าวก็เป็นใจให้ไม่มีอะไรต้องตามพอดี มีงานที่ทำสต็อกไว้ได้ เลยทำให้ไม่ลำบากใจที่จะโทรศัพท์ไปหาหัวหน้าขอลาไปเข้าเวิร์คชอบกับ Gil Alon หัวหน้าก็ให้ไปในวันนั้นเลย
ฉันจึงได้เข้าร่วมเวิร์กช็อปอย่างปัจจุบันทันด่วนด้วยประการฉะนี้เอง

00000000

และเมื่อฉันได้เจอกับ Gil พร้อมกับผู้เข้าร่วมเวิร์คชอบอีก 20 คนในโครงการ นำเทคนิคการละครมาใช้ในการสร้างความคิดสร้างสรรค์ ฉันก็ไม่แน่ใจว่าจะอยู่ตลอดรอดฝั่งทั้งสามวันหรือเปล่า เพราะความสนใจในการละครหมดไปนานแล้ว คงเป็นเพราะเคยทำละครเร่สำหรับเด็กในชุมชนมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน สมัยที่ยังเรียนหนังสืออยู่ในมหาวิทยาลัย
อีกอย่างก็คือ ความคิดสร้างสรรค์ในตัวเองนั้น เดิมก็มีเต็มเปี่ยมตลอดเวลา (ไม่ได้เวอร์ แต่มันเป็นเรื่องจริง และฉันก็คิดว่าทุกๆ คนก็มีเช่นเดียวกันฉันนี่แหละ แต่ไม่อาจนำมันมาใช้ได้ก็ด้วยเหตุ-ปัจจัย นานัปการอันเป็นข้ออ้างของแต่ละคน) ความคิดสร้างสรรค์มันก็เลยนอนหลับอยู่ในตัวอย่างไม่สนใจนัก ที่จะกระตุ้นให้ฉันเดินไปทำเวิร์คช็อปนี้
เหตุผลทั้งหมดนี้ก็เลยทำให้รู้สึกเฉยๆ ไม่คาดหวังว่าตนเองจะได้ หรือไม่ได้อะไรจากเวิร์คชอบ และถ้า Gil ศึกษา Zen Buddhism จริงๆ ฉันคิดว่า เราคงจะได้มาเจริญสติภาวนากัน มันจะเป็นอย่างไรบ้างนะ ฉันเริ่มตื่นเต้นขึ้นมาบ้างแล้ว เมื่อมีคนถามว่าเราจะทำอะไรกันในเวิร์คชอบ 3 วัน Gil ไม่ตอบแต่บอกว่าเดี๋ยวก็รู้เอง
พี่เดือน โต้โผในการเชิญ Gil มาเทรนนิ่งพวกเรา แนะนำGil ว่า ได้เจอเขาจากการที่ไปเข้าเวิร์คชอบที่โรงเรียนลูก เขาเชิญ Gil มาสอน และรู้สึกว่าดีมาก ก็เลยอยากให้พนักงานได้มีโอกาสสัมผัสสิ่งดีๆ อย่างที่เธอได้รับบ้าง จากนั้นก็ปล่อยให้พวกเราอยู่กับ Gil โดยมียุ้ยเป็นล่ามให้


แล้วเวิร์คชอบก็เริ่มต้นขึ้นจากความไม่มีอะไร Gil ตั้งคำถามก่อนที่จะให้เรากระโดดเข้าสู่เวิร์กช็อป ว่าเป็นไปได้ไหมที่เราจะมีความสุขโดยไม่รู้อะไรเลย

แล้ว Gil ให้เราทำอะไรบ้างนะในตอนแรก ฉันจำไม่ได้แล้ว จำได้แต่ว่าช่วงแรกๆ Gil ให้จับคู่กับใครก็ได้ก่อน ฉันหันไปเจอน้องชายใส่แว่น แล้วเราก็ตกลงจะเวิร์กช็อปนี้ด้วยกัน โดยที่ยังไม่รู้อะไรเลย


จ้องตากัน


แล้วGil ก็ให้แต่ละคู่นั่งขัดสมาธิเอาเข่าชนกัน แล้วจ้องตากัน ให้จ้องตากันเพียงอย่างเดียว ห้ามมองไปที่อื่นๆ กระพริบตาได้ แต่ห้ามสำรวจ แล้วมือก็จับกันไว้เบาๆ ราวกับว่าเราจับมือของคนที่ตายไปแล้ว อย่างไม่มีความรู้สึกอะไร จากนั้นGil ก็เปิดเพลง เป็นเพลงสวดมนต์เจ้าแม่กวนอิม ฟังแล้วน้อมจิตให้สงบ…


เราจ้องมองกันในตอนแรกแล้วก็ขำ พอขำเราก็เราหลับตา แล้วลืมตาจ้องกันต่อ บางครั้งน้ำตาจะเอ่อล้นออกมาด้วยความคิดถึงพ่อแม่พี่น้องทุกๆ คนในบ้านที่เราไม่เคยจะสบตากันเลย ทั้งๆ ที่เราอยู่กันมาตอลดชีวิต ทำไมภาระหน้าที่การงาน สังคม ความแปลกแยกต่างๆ จึงหล่อหลอมให้เราห่างไกลจากตัวเราเองเช่นนี้


พอบทสวดมนต์จบลง Gil บอกให้เรากอดกัน อย่าใช้มือตบหลัง เพราะนั่นแสดงความไม่จริงใจ ฉันก็เพิ่งรู้ว่าการใช้มือตบหลังแสดงความไม่จริงใจ ปกติก็ไม่เคยตบหลังใครอยู่แล้ว เลยไม่ค่อยรู้ความรู้สึกชนิดนี้


แล้วเราก็กอดกัน

เจ้าน้องชายคนที่คู่กับฉัน บอกว่า เขารู้สึกเหมือนตอนตื่นขึ้นมาอ่านหนังสือตอนตี 4 แล้วฟังบทสวดมนต์เจ้าแม่กวนอิม ทำให้อ่านแล้วมีสมาธิ จิตว่าง ฉันอนุโมทนาด้วย


ฉันบอกเขาไปว่า พี่คิดถึงที่บ้านทุกคน เหมือนได้คุยกับน้องชาย แล้วก็สวดมนต์แผ่เมตตาตลอด ขอให้เขามีความสุข เขาขอบคุณฉัน ฉันก็ขอบคุณเขาเช่นกัน


ยังมีกิจกรรมประมาณนี้อีกหลายอย่าง ที่ทำให้เราเปลี่ยนไปรู้จักกับคนโน้น คนนี้โดยผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย โดย Gil จะไม่บอกล่วงหน้า บางคนถามว่า นี่คือการ Ice Breaking หรือละลายพฤติกรรมหรือ Gil บอกว่า ไม่ใช่ เขาพยายามจะไม่ใช้คำนี้ เพราะไม่จำเป็นที่เราต้องมาละลายพฤติกรรมอะไรกัน Gil ไม่อยากให้เราไปติดกับศัพท์แสงอะไรมากนัก เขาอยากให้ทำกิจกรรมด้วยความรู้สึกมากกว่าความคิด


ส่วนดนตรีที่ใช้ก็มีคนถามว่า เป็นดนตรีบำบัดหรือ Gil ก็บอกว่า ไม่ใช่อีกเช่นกัน เป็นดนตรีที่ใกล้เคียงกับธรรมชาติเท่านั้นเอง เขาไม่อยากใช้คำว่าบำบัดกับใคร เพราะเราไม่ได้ป่วย แม้กระทั่งคนป่วยก็เถอะ เขาไม่ได้ป่วยเพียงแต่ร่างกาย หรือจิตใจเขาไม่อยู่ในภาวะสมดุลเท่านั้นเอง


ฉันเริ่มเข้าใจวิธีการสอนธรรมะ โดยใช้ศิลปะการละครเข้ามาเป็นเทคนิคบ้างแล้วล่ะ ฉันจะไม่เดาหรอกนะ แต่จะลองเข้าร่วมกระบวนการไปกับ Gil และเพื่อนใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะค้นพบด้วยตัวเอง
กิจกรรมบางกิจกรรมก็ให้เราผูกตาตัวเอง แล้วเดิน หมุนตัว เต้นตามที่เราจะจินตนาการไปได้

แปลงกายเป็นรถกับคนขับรถ

นี่เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ฉันจำได้ วันแรกหรือวันที่สองก็ไม่รู้ Gil ให้เราจับคู่ แล้วฉันก็จับคู่กับพี่ปุ๊ก ตอนแรก ฉันเป็นรถ ก็ต้องผูกตา แล้วพี่ปุ๊กเป็นคนขับ ฉันสนุกกับการเป็นรถมาก ขับไปตามที่พี่ปุ๊กจะพาไปโดยไม่รู้ทาง ปล่อยให้การตัดสินใจเป็นของพี่ปุ๊กทั้งหมด แล้วฉันก็ค้นพบว่า มีความสุขมากที่เราวางใจใครสักคนให้นำเรา โดยที่เราไม่ต้องรู้อะไรเลย ส่วนในชีวิตจริงล่ะ เราสามารถมั่นใจใครจริงๆ ได้หรือว่าเขาจะนำเราไปให้เรามีความสุข โดยที่มองไม่เห็นอะไรข้างหน้าเลย ฉันไม่แน่ใจนัก แล้วก็ไม่เชื่อด้วย


พอเพลงจบก็ถึงตาพี่ปุ๊กเป็นรถบ้าง แล้วฉันก็ขับไปนวดบ่าให้รถของฉันไป รถของฉันบอกว่า เป็นรถนี่สบายจริงๆ ฉันเห็นด้วย แล้วเราทำอะไรกันต่อล่ะหลังจากนั้น กินข้าวแล้วก็เข้ามาเวิร์คชอบต่อ โดยที่ไม่มี plan อะไรทั้งสิ้น

เรียกชื่อผิดๆ

สนุกมากเลยกิจกรรมนี้ Gil บอกว่าให้เราเรียกชื่อทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเอามือไปแตะด้วยชื่อใหม่ ที่ไม่ใช่ชื่อเดิมของมันเอง เช่น จับโต๊ะก็เรียก แมว หรือะไรก็ได้ที่คิดขึ้นได้เดี๋ยวนั้น โดยไม่ต้องคำนึงถึงความถูกต้อง


ในห้องประชุมเล็กๆจึงกลายเป็นจักรวาลหนึ่งในบัดดล ที่มีทุกสิ่งทุกอย่างที่เราจะจินตนาการได้ไม่รู้จบ
Never ending story จริงๆ


เรียกกันผิดๆ จนเหนื่อย กิจกรรมต่อไปคืออะไรเอ่ย
อีกกิจกรรมหนึ่งที่ฉันจำได้คือ ให้จินตนาการว่าตัวเองเป็นเด็กอายุ 3 ขวบ


เมื่อฉันอายุ 3 ขวบ

สนุกที่สุด ฉันเอาผ้าขาวม้าที่นำมาด้วยเพื่อให้เป็นทั้งหมอน ผ้าผูกตา และสารพัดประโยชน์ เวลาทำกิจกรรม แล้วฉันก็ค้นพบว่า ฉันเป็นเด็กสามขวบมาตลอด ไม่เคยเป็นผู้ใหญ่เลย นั่นทำให้การงานไม่ก้าวหน้า และเต็มเปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ตลอดเวลา ซึ่งผู้ใหญ่มักไม่ชอบขี้หน้าเอาเลยจริงๆ


แต่ก็ช่างมันเถอะ ให้วัยเด็กคงอยู่กับฉันตลอดไปดีกว่าทำตามคำสั่งใครๆ แต่ขาดความเป็นตัวของตัวเองไป ขาดแววตามที่สดใส มองโลกด้วยสายตาใหม่ๆ ทุกวัน ไม่รู้เลยว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น วันนี้สนุกก็เป็นพอ


วันนี้สนุกก็เป็นพอ ใช่แล้ว Gil บอกว่า เวลาเราเป็นเด็ก เราทำอะไรซ้ำๆ กันหลายหนก็จริง แต่ทุกครั้ง เราไม่เคยรู้สึกว่าซ้ำเลย รู้สึกว่าเราทำมันครั้งแรกเสมอ และนี่คือจุดเริ่มต้นของความคิดสร้างสรรค์ด้วย เราต้องมองอะไรใหม่ๆ เสมอ แม้แต่การชงกาแฟ กาแฟแก้วที่เราชงวันนี้ก็ไม่เหมือนกับแก้วเมื่อวาน เพราะเราชงมันใหม่ เราสร้างสรรค์มันขึ้นมาใหม่ด้วยตัวของเราเอง


Gil บอกว่า ความคิดสร้างสรรค์อยู่ในทุกลมหายใจเข้า-ออกของเรา แม้แต่การหายใจก็เป็นการสร้างสรรค์ เรามีความคิดสร้างสรรค์ตลอด 24 ชั่วโมง และตลอดเวลา ให้เราสังเกตดูดีๆ ไม่มีอะไรเลยในชีวิตที่เราจะทำซ้ำสองครั้ง ทุกอย่างเกิดขึ้นครั้งแรกและเป็นครั้งสุดท้ายเสมอ เพราะฉะนั้น enjoy your life
โอเค แล้วเราจะรู้สึกอย่างนี้ได้อย่างไร เราจะรู้สึกอย่างนี้ได้ก็ต่อเมื่อเราเขย่าความทรงจำ ความคิดเดิมๆ ทิ้งไปให้ให้หมดแล้วให้สมองว่างๆ


วิธีการทำให้สมองว่าง

Gil ให้เราจับคู่ใหม่ ให้คาของเรานอนลงแล้วหลับตา ส่วนตัวเรานั่งขัดสมาธิอยู่เหนือหัวเขาแล้วจับหัวเขาหมุนไปทางซ้ายและทางขวา 3 นาที ผลปรากฏว่าหลายๆ คนสมองโล่ง ความคิดที่อยู่ในหัวถูกเขย่า ปนกันไปปนกันมา แล้วหลุดออกมาจากหัวได้ เป็นการกำจัดข้อมูลขยะวิธีหนึ่งที่อยู่ในหัวก่อนที่เราจะใส่อะไรใหม่ๆ ลงไป มุกคนมีความสุข บางคนรู้สึกว่าตัวหายไป มีแต่หัวซึ่งคล้ายเป็นวัตถุอะไรบางอย่างเท่านั้นเอง บางครั้ง ถ้าเราปล่อยให้ร่างกายเป็นเพียงวัตถุอะไรบางอย่างที่ว่างๆ ก็น่าจะเบาดีเหมือนกันนะ
และก่อนที่จะลืมตา Gil ก็ให้เราปิดตาของคนที่นอนอยู่แล้วเอานิ้วค่อยๆ ไล่จากหน้าผากเบาๆ ไปจนถึงคางให้เขารู้สึกสบายๆ ก่อนที่จะลืมตาขึ้นช้าๆ

นวดไปเต้นไป

ต่อจากนั้นหรือก่อนหน้านี้ก็ไม่รู้ได้ เป็นกิจกรรมการนวด-เต้นอย่างสร้างสรรค์ คือแทนที่จะนวดอย่างธรรมดา Gil ให้ลืมวิธีการนวดที่เราเรียนมา หรือรู้มาทั้งหมด แล้วเริ่มนวดในท่วงท่าใหม่ๆ ที่เพิ่งคิดขึ้นได้เดี๋ยวนี้ โดยให้คู่ของเราปิดตา แล้วเราก็เปลี่ยนไปนวดให้กับคนอื่นโดยที่คู่ของเราคิดว่าเราเป็นคนนวด แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ ช่างน่าตื่นเต้นจริงๆ ที่คนนวดๆ ให้กับคนที่ไม่รู้ว่า เขาคือคนนวด ฉันนวดอย่างสนุกสนาน พอเจ้าน้องคนที่ลืมตาตื่นขึ้นมาเห็นฉันเข้าก็ขอบคุณใหญ่บอกว่านวดดีมาก อืม บางทีฉันอาจจะค้นพบว่า อีกอาชีพหนึ่งที่ฉันสามารถเป็นได้คือ หมอนวด ก็เป็นได้ และไม่ใช่หมอนวดธรรมดาด้วย แต่เป็นหมอนวดที่นวดไป เต้นไป และไม่มีซ้ำกันเลยกับทุกคนที่มาให้นวด
ช่างเป็นไอเดียที่วิเศษจริงๆ ว่าแต่ว่า ใครจะมาให้ฉันนวดล่ะ


พอวันที่สองพี่ปุ๊กก็ตรงรี่มาบอกว่า เย็นนี้นวดให้พี่หน่อยนะ พี่ว่าเราน้ำหนักมือดีมากเลย ฉันตอบตกลงด้วยความเต็มใจอย่างยิ่ง



วันที่ 2 เดินทางสู่ความว่างเปล่า

เช้าวันนี้ก็เลยลาหัวหน้ามาเข้าคอร์สต่ออย่างไม่เป็นทางการ ด้วยความไม่แน่ใจว่าจะอยู่ครบ 3 วันหรือเปล่า จึงตัดสินใจเป็นวันๆ ไป รู้สึกว่าจะเป็นเวิร์กช็อปแรกในชีวิตที่ไม่ได้วางแผน ไม่ต้องใช้สมุด ดินสอ ไม่ต้องใช้อะไรเลย ใครถามก็ตอบว่าไม่รู้ รู้สึกว่าดีจังเลย ที่อยู่กับความไม่รู้อะไรเนี่ย


ป้อมนัดสัมภาษณ์ Gil แต่เช้า แปดโมงกว่า แล้วป้อมก็เล่าให้ฟังว่า Gil เขาศึกษาเซน จากญี่ปุ่นอยู่หลายปี และเดินทางไปทั่วโลก 20 กว่าประเทศ เขาชอบอินเดียกับประเทศไทยมากที่สุด เขามาเมืองไทย 9 ครั้งแล้ว แต่ไม่เคยไปพัทยากับพัฒน์พงษ์เลย


เขาไปสวนโมกขพลาราม ไปวัดป่าสุนันทวราราม ที่กาญจนบุรี ไปวัดป่านานาชาติที่อุบลราชธานี ตัวเขาเองก็สอนมาหลายที่ กลุ่มมะขามป้อมก็ไปสอนมา ที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็ไปสอนมา หลายๆ ที่สอนแล้วไม่คิดตังค์ เขาถือว่าเป็นการกุศล และการสอนทุกครั้งเขาไม่คิดว่าเขาเป็นครู แต่เขาก็คือนักเรียนคนหนึ่งเหมือนกันที่กำลังเรียนรู้กับครูอยู่
แล้วกิจกรรมในวันที่สองก็เข้าสู่เซนมากขึ้น โดยมีหัวข้อว่า “การเดินทางสู่ความว่างเปล่า“


เดินทางไปกับความเจ็บปวด

ความเจ็บปวดเป็นสิ่งหนึ่งในชีวิตที่เราต้องเผชิญ เราจะอยู่กับมันได้ย่างไรเมื่อมันเกิดขึ้น Gil ให้เราจินตนาการว่า ถ้าเราเจ็บปวดที่ไหนสักแห่งในร่างกาย ให้รู้สึกว่าเราเจ็บจริงๆ จากนั้นให้พาร์ตเนอร์ของเขา กุมบาดแผล ความเจ็บปวดนั้นไว้อย่างมั่นคง ส่วนตัวเราก็พยายามที่จะหนีความเจ็บปวดนั้นไป เป็นการลากถูกันระหว่างการหนีความเจ็บปวด กับผู้ที่พยายามจะช่วยเหลือเยียวยาความเจ็บปวดของเรา แต่เราก็พยายามจะหนีไป


เหนื่อยมากเลย กิจกรรมนี้รู้สึกว่า เวลาเราเจ็บปวดจริงๆ แล้วเราพยายามหนีมันความเจ็บปวดจะเพิ่มมากขึ้น แต่พอเราไม่หนี ความเจ็บปวดยังคงอยู่แต่ไม่มากขึ้น เราควรจะเรียนรู้ที่จะอยู่กับความเจ็บปวดของเราให้ได้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
ต่อจากนั้นเกิดอะไรขึ้นอีกล่ะ มัวอยู่กับความเจ็บปวดจนจำอะไรไม่ได้เลย
จำได้แต่เพียงว่าก่อนเที่ยง Gil ให้แต่ละคนออกไปยืนพูดหน้าชั้นคนละ 1 นาทีไม่หยุดเลย จนกว่า Gil จะบอกว่าหมดเวลาแล้ว ไม่ต้องสุภาพ พูดอะไรก็ได้ที่งี่เง่า ไร้สาระ ไม่ต้องเป็นทางการ ปลดปล่อยพลังออกมา โดยให้คนที่นั่งอยู่คนหนึ่งเป็นคนให้หัวข้อในการพูด หลังจากนั้น ฉันก็เห็นคำพูดเดินทางจากสมองของแต่ละคนราวกับเปิดคอมพิวเตอร์์
แล้วต่ออินเทอร์เนตเชื่อมโยงข้อมูลทั่วโลกที่ไม่มีวันจบสิ้น แต่ละคนดูอย่างกับเปิดสวิตช์ไม่หยุด เรื่องราวมากมายหลั่งไหลออกมาราวกับน้ำป่าไม่มีต้นไม้กั้นเลยทีเดียว


สมองของคนเก็บจักรวาลทั้งหมดเข้าไปได้ยังไงเนี่ย ฉันสงสัยมาก พอถึงตานั้นต้องไปพูดบ้าง แล้วน้องคนหนึ่งก็ส่งหัวข้อให้ฉัน ฉันพูดไม่ได้แฮะ รู้สึกว่า ในสมองไม่มีข้อมูลที่จะพูด เขินที่ต้องออกมายืนหน้าชั้น และมีสายตากว่า 20 คู่จ้องมองอยู่ ฉันรอเวลาให้ผ่านไป 1 นาทีอย่างทรมานและขำตัวเอง คนอื่นๆ ก็ขำฉันเหมือนกัน แต่ฉันก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร สมองของฉันกำจัดข้อมูลในจักรวาลนี้ไปได้เยอะทีเดียว ฉันแอบดีใจเล็กๆ ที่ไม่มีอะไรจะพูด


เฮ หมดเวลาแล้ว ไปกินข้าวกันเถอะ

00000000

ตอนบ่าย กิจกรรมการเดินทางสู่ความว่างเปล่ายังคงดำเนินต่อไป จำได้อย่างหนึ่ง กิจกรรมหนึ่งเป็นกิจกรรมที่ทำให้รู้สึกกลัวมาก Gil บอกว่าให้จินตนาการว่า เราทุกคนกำลังจะต้องถูกตัดสินจำคุก 99 ปี ณ เวลานั้น เรารู้สึกอย่างไร และจะแสดงออกอย่างไร


ถ้าเราต้องอยู่ในคุก 99 ปี

แล้วการแสดงด้วยการสร้างจินตนาการว่าจะต้องติดคุก 99 ปีก็เริ่มต้นขึ้น
บางคนกลัวมาก บางคนโกรธมาก ทำลายข้าวของ ทะเลาะกัน บางคนหาทางออกจากคุกด้วยวิธีการต่างๆ นาๆ แล้วก็หนีออกจากคุกไปแต่ก็ต้องถูกยิงกลับมา


ฉันนั่งเฉยๆ ถ้าต้องติดอยู่คุกฉันคงขอกระดาษกับดินสอและสีจากพัสดี ฉันจะเริ่มต้นวาดรูปและภาวนาอยู่กับลมหายใจไปเรื่อยๆ ซึ่งไม่รู้ว่าถ้าความเป็นจริง ต้องติดคุกจะทำได้หรือเปล่า ฉันอาจจะเป็นคนขี้โมโห ขี้โกรธ หรือทำลายอะไรต่างๆ มากมายิ่งกว่าคนอื่นๆ ในที่นี้ก็เป็นได้


หรือว่า แท้จริงแล้วเราต่างก็กำลังติดอยู่ในคุกกันอยู่ คุกชีวิต ที่บางครั้งเราคิดว่าเราเป็นอิสระ แต่แท้จริงเราเป็นอิสระจริงๆ หรื ถ้าเราอิสระจริงทำไมเราจึงยังเป็นทุกข์ เราควรจะเป็นสุขตลอดเวลาใช่ไหม ก็ไม่ ความสุขเป็นเพียงสายลมอ่อนๆ ที่พัดมาแล้วก็พัดไป ไม่เคยเลยที่เราจะจับความสุขมาอยู่กับตัวเราได้ตลอดเวลาได้ ถ้าเพียงแต่เราจับความสุขมาใส่ไว้ในคุก เราก็ทุกข์แล้ว เช่นเดียวกับเวิร์คชอบนี้ที่ทำให้เราได้เห็นสัญชาตญาณของตัวเราเอง ถ้าถูกจำกัดอิสรภาพทางกาย แต่โดยชีวิตประจำวัน เรากำลังกำจัดอิสรภาพทางใจของเรายิ่งกว่านี้หรือเปล่า
แล้ว Gil ก็บอกเราว่า นั่นเป็นเพียงความคิดเห็น ทุกอย่างขึ้นอยู่กับคุณ


เมื่อวานและวันนี้ทุกกิจกรรม เราได้ยินแต่คำว่า Up to you
ทุกอย่างแล้วแต่คุณ ขึ้นอยู่กับคุณ และอย่าเอาความคิดเห็นของคุณไปตัดสินคนอื่น เพราะความคิดเห็นของแต่ละคนไม่มีถูกไม่มีผิด เพราะมันเป็นเพียง ความคิดเห็นเท่านั้นเอง
และเพราะโลกนี้ที่วุ่นวาย ก็เพราะคนพยายามเอาความคิดเห็นของตนเป็นมาตรฐานในการจับผิดคนอื่น? และคิดว่าตัวเองถูกที่สุด แต่ความจริง อาจจะไม่ใช่ก็ได้


เรามาเต้นรำและร้องเพลง up to you กันเถอะ ก่อนที่ดวงอาทิตย์กำลังจะลาลับขอบฟ้าไปในวันนี้


แล้วตอนเย็นเราแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันหลายประเด็น เช่น นักแสดงที่ดีควรเป็นอย่างไร ผู้กำกับที่ดีควรเป็นอย่างไร ถ้าเราเป็นนักแสดงเราสามารถเลือกบทได้ไหม
เมื่อก่อนฉันคิดอยู่เสมอว่า ถ้าเราเป็นนักแสดง เราไม่สามารถเลือกบทได้ ต้อแล้วแต่ผู้กำกับที่เห็นว่าเราควรจะเล่นบทอะไร แต่ Gil บอกว่า จริงๆ แล้วนักแสดงต้องเลือกบทได้ด้วยว่าเขาอยากเล่นอะไร เขาจึงจะทำได้ดี เพราะเขารู้ว่าจะเล่นอย่างไร


เช่นเดียวกับการทำงาน ไม่ใช่ว่าเราสมัครเข้ามาทำงานบริษัทนี้ แล้วพอเขารับเรา ก็ขอบคุณเขามากมายจนเราไร้ค่าไปเลย


ไม่ใช่ เราต่างเลือกกันและกัน เราสมัครทำงานที่นี่เพราะเราเลือกที่จะทำ เรามีความสามารถเพียงพอที่จะช่วยให้งานของบริษัทนี้ก้าวหน้า ด้วยเพราะเราเป็นส่วนหนึ่ง ไม่ใช่เขาช่วยเรา แต่เราต่างช่วยซึ่งกันและกัน
นั่นคือความหมายของชีวิตที่สร้างสรรค์ “เรา” เป็นผู้กำหนดชีวิตเราเอง


แล้ว Gil ล่ะตอนเด็กๆ อยากเป็นอะไร


Gil ตอบด้วยแววตาเด็กๆ ว่า เขาอยากเป็นนักแสดง และเป็นนักมายากล แล้วเขาก็ได้เป็น ได้ทำมัน สนุกกับมัน และเรียนรู้กับมันตลอดเวลา


ฉันถามตัวเองบ้าง ฉันล่ะตอนเด็กๆ อยากเป็นอะไร ตอบไม่ยากเลย ฉันอยากเป็นนักเขียนมาตั้งแต่ฉันเริ่มหัดเขียนก ไก่ ถึงฮ นกฮูกแล้ว ตอนอยู่อนุบาล 1 ฉันก็เขียน กอ ไก่ ตัวเดียวเป็นเล่มๆ จึงไม่น่าแปลกใจว่าถึงวันนี้ ฉันยังคงเป็นนักเขียนอยู่ เพราะความฝันได้บรรลุแล้วตั้งแต่อายุ 2 ขวบ


คุณล่ะ ตอนเด็กๆ ฝันว่าอยากเป็นอะไร แล้วลงมือทำมันหรือยัง อย่าช้า ถ้าจะเริ่มต้นทำความฝันให้เป็นจริงซะตั้งแต่วันนี้


ไม่ยากเลยใช่ไหม Gil … “yes “ เขาตอบอย่างไม่ลังเล และชักชวนให้เราลุกขึ้นปลุกความฝันของเราให้เป็นจริง ไม่ใช่เพียงแต่คิด แล้วเราก็ตกเป็นทาสของความคิดเท่านั้น เขาบอกว่า เรามักจะไม่กล้าทำอะไร และปล่อยให้ทุกอย่างผ่านไป เพียงเพราะข้ออ้างว่า การศึกษาบอกว่าอย่างนี้ วัฒนธรรมบอกเราอย่างนี้ พ่อแม่บอกเราอย่างนี้ ครูบอกเราอย่างนี้ ที่ทำงานบอกเราอย่างนี้ ทุกๆ คนรอบตัวบอกเราอย่างนี้ แล้วเราก็ไม่ทำอะไรเลย ต่อไป จินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ของเราก็จะค่อยๆ ตายไป แล้วเราก็จะมีชีวิตราวกับคนที่ตายไปแล้ว ช่างน่าเบื่ออย่างยิ่ง แล้วโลกนี้ก็เต็มไปด้วยคนแบบนี้ไม่ใช่หรือ


วันที่ 3 สนุกสนานกับชีวิต Enjoy you life

ฉันก็เลยต้องมาเข้าคอร์สวันสุดท้ายด้วย เพราะอยากรู้ว่าเราจะสนุกสนานกับชีวิตได้อย่างไร โดยที่เราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่ก่อนที่ความสุขสนุกจะเกิดขึ้น Gilให้เรามา worm up กันก่อน


จับคู่อีกแล้ว

ฉันจับคู่กับเจ้าน้องผู้หญิงผมยาว แล้ว Gil ก็ให้เราหันหลังชนกัน คนหนึ่งแบกอีกคนขึ้นมาไว้ข้างหลังแล้วเขย่าๆ จากนั้นสลับกัน รู้สึกสบายดี แต่ฉันจะน้ำหนักมากไปหน่อย เจ้าน้องสาวเลยแบกไม่ค่อยไหว ส่วนฉันกำลังดีมาก แบกเขาสบายมาก เขย่าอย่างสนุก และไม่รู้ว่ามีอะไรหล่นออกมาบ้างหรือเปล่า


ปลุกเจ้าตัว “ความคิดสร้างสรรค์ “

หลังจากนั้น Gil ก็เริ่มให้เราปลุกความคดสร้างสรรค์ของเราที่นอนหลับมานานแสนนานให้ตื่นขึ้น ว่าแต่ว่า เจ้าความคิดสร้างสรรค์มันนอนอยู่ที่ไหนกันเล่า


Gil บอกว่า มันจะนอนอยู่ตรงระหว่างสะดือกับก้นกบ ให้เราเขย่ามันออกมา โดยการอย่าเขย่าจากภายนอก แต่ให้เขย่าจากภายใน ค่อย ๆ เขย่าไปเรื่อยๆ ระหว่างเขย่า ถ้าแขนมันจะเคลื่อนไหวก็ช่างมัน ปล่อยมัน ดูมันเฉยๆ


แล้ว Gil ก็เปิดเพลงให้เราปิดตา เขย่าพุงไปเรื่อยๆ จนรู้สึกว่าพลังงานในตัวเริ่มทำงาน ทุกส่วนในร่างกายตั้งแต่หัวจรดเท้าเริ่มเคลื่อนไหวจากภายใน ไม่ใช่การเคลื่อนไหวที่เราสั่งให้เขาทำอะไร แต่เป็นการเคลื่อนไหวของเขาเอง ร่างกายแท้จริง แล้วมีชีวิตเป้นของเขาเอง เราไม่เคยฟังร่างกายเราพูดเลย มีแต่เราสั่งให้ร่างกายเราทำโน่นทำนี้ ไม่เคยถามเขาเลยว่าที่เราสั่งให้เขาทำนั้น เขาอยากทำหรือเปล่า แขนที่แกว่งไปมาของฉันบอกว่า ใช่แล้ว เราก็มีชีวิตเหมืนกัน และเราทำอะไรได้มากกว่าที่ “ฉัน” สั่งตั้งเยอะ แล้วแขนก็แกว่งไปด้วยพลังงานภายในที่ปลุกอนูทุกส่วนตื่นขึ้นและมีชีวิตชีวา


ฉันยิ้ม เมื่อรู้ว่า ไม่ใช่มีเพียงฉันคนเดียวที่เป็นส่วนหนึ่งของร่างกายนี้ แต่เป็นการประชุมกันของความรู้สึก อวัยวะภายในร่างกายทั้งหมด ใช่แล้ว ฉันจำได้แล้วว่า วันแรก Gil บอกว่าอะไร


เขาบอกว่า เวิร์กช็อปนี้ เป็นการประชุมของตัวเราเอง เป็นการเดินทางสายกลาง ไม่สุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง และทางสายกลางของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ฉันเริ่มเห็นทางสายกลางของตัวเองขึ้นมาเลาๆ แล้วล่ะ Thank you Gil


ต่อจากนั้น Gil ให้เราจับคู่แล้วเล่นม้าหมุนกัน กิจกรรมนี้เป็นปรัชญาซูฟี ของชาวมุสลิม แต่ไม่ใช่หลักทางศาสนาอิสลาม เป็นกิจกรรมไปสู่ความบรรลุธรรม ทางหนึ่งของนักปราชญ์คนหนึ่งที่มีประวัติน่าสนใจมาก เดี๋ยว Gil จะเฉลยหลังจากที่ทำกิจกรรมนี้ผ่านไปแล้ว


จุดที่ฝ่ามือ

ให้เรายกมือซ้ายขึ้น ตามอมไปที่ฝ่ามือซ้ายของเรา มือขวาอยู่ห่างจากลำตัวพอประมาน ปลายนิ้วชี้ลงพื้น ขาทั้งสองแยกกันพอประมาณ มองไปข้าง ใจและตาโฟกัสที่ฝ่ามือเพียงอย่างเดียว อย่าสนใจอะไรนอกจากจุดที่ฝ่ามืออย่างเดียว จากนั้น เขาจะเปิดเพลง แล้วบัดดี้ของเราจะเป็นคนคอยดูเราว่า เราจะล้มหรือเปล่า ถ้าล้มก็ให้เอาหมอนมารองตัวเรา คอยดูแลเราไม่ให้ไปชนกับอะไรข้างๆ ให้เราวางใจในบัดดี้ของเราแล้วมุ่งความสนใจไปที่ฝ่ามือเพียงอย่างเดียว


ตกลง พร้อมแล้วเริ่มต้นได้


แล้วฉันก็มองฝ่ามือซ้าย ขาซ้ายเป็นแกนกลางของโลก แล้วหมุนขาขวาไปเรื่อยๆ ทวนเข็มนาฬิกา Gil บอกว่า ให้ค่อยๆ หมุนเร็วขึ้นตามจังหวะเพลง Happy and enjoy your life
จริงๆ ด้วย ระหว่างหมุน มีความสุขมากๆ มองไม่เห็นอะไรรอบๆ ตัวเลย เห็นแต่ลายมือ ฝ่ามือที่คมชัด คมจัดจริงๆ สนุกมากกกกกกกกกกกก
แล้วเพลงก็จบลง Gil บอกให้เอาตัวลงไปก่อน แล้วค่อยๆ เอาหลัง แล้วเอาหัวลงตะแคงซ้าย โดยมีบัดดี้คอยเอาหมอนรองให้เรา แล้วหลับตา cool down นอนพักแล้วค่อยๆ ลืมตาขึ้น และค่อยๆ ลุกขึ้นมาช้าๆ


รู้สึกอย่างไรบ้าง


สนุกมาก รู้สึกว่า โล่งสมอง รู้สึกว่าสลัดข้อมูล สลัดความคิดที่คั่งค้างอยู่ในหัวหลุดออกไป กระเด็นกระดอนออกไปเยอะเลย โล่ง โล่งจริงๆ จะกลับไปเล่นเองที่บ้านบ้าง แต่ต้องระวังหน่อย ฉันบอกกับตัวเอง


พอหันไปเจอแต่ละคนสนุกมากพอๆ กัน มีคนหนึ่ง ระหว่างหมุนไป แล้วล้มหัวไปฟาดกับกำแพงด้านข้าง บัดดี้ดูไม่ทัน มัวแต่ตกใจทำอะไรไม่ถูก ครูเข้าไปกอด ตอนที่นั่งคุยกัน บัดดี้ของน้องคนนั้นบอกว่าตกใจมาก รู้สึกเจ็บหัว ปวดหัวแทนไปหมด ครูบอกว่า ไม่ต้องรู้สึกผิด ทุกอย่างเป็นการเรียนรู้


ฉันชอบคำนี้จัง ไม่ต้องรู้สึกผิด ทุกอย่างเป็นการเรียนรู้


ภาษาจากหัวใจ

ก่อนไปกินข้าวกลางมื้อสุดท้ายวันนี้ Gil ให้เราออกมาพูดหน้าชั้นอีกคนละหนึ่งนาที แต่ไม่เหมือนเดิม เพราะหัวข้อที่เพื่อนให้เราเป็นอะไรก็ได้ แต่เราต้องพูดด้วยภาษาของเรา และภาษาต่างด้าวที่เราไม่รู้จัก ให้เชื่อมต่อกันราวกับว่าเป็นภาษาเดียวกัน และเรารู้ความหมายของมัน
กิจกรรมนี้สร้างความเฮตลอดเวลาเลย พอฉันต้องลุกไปพูดบ้าง เพื่อนให้หัวข้อกับฉันว่า “นาฬิกา” เอาละสิ ทำอย่างไรดี


“ปกติฉันใส่นาฬิกาตายน่ะ เลยไม่รู้เวลา ดูดวงอาทิตย์เอา นี่ก็เดาว่าดวงอาทิตย์คงจะมาอยู่ที่หัวแล้ว ตอนนี้ก็หิวข้าวแล้วด้วย เราน่าจะได้เวลาไปกินข้าวกันแล้วนะ ชีวิตฉันก็เลยมีแค่วันนี้วันเดียว มีเวลาขณะนี้เท่านั้น เพราะไม่เคยรู้เลยว่า เวลาตอนนี้เท่าไหร่ รู้แต่ว่า หิวข้าวแล้วอ่ะ เฮ เฮ เฮ


ชีวิตที่ไม่ต้องจริงจัง และไร้สาระมีความสุขอย่างนี้นี่เอง

000000000

ตอนเที่ยงวันนี้ได้นั่งกินข้าวข้างๆ Gil ก็เลยรู้ว่า Gil กินมังสวิรัติด้วย กินมาตั้ง 20 ปีแล้วอีกต่างหาก ในใจฉันหมดคำถามเลยเกี่ยวกับ Zen Buddhism ที่ Gil ศึกษา เพราะสงสัยมาตั้งแต่แรกแล้วว่า เขาจะต้องกินมังสวิรัติแน่ๆ ส่วนใหญ่ชาวต่างชาติที่ศึกษาพุทธศาสนาแล้วปฏิบัติธรรมมักจะกินมังสวิรัติ แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ด้วย

(ฉันอาจจะตั้งสมมติฐานผิดก็ได้นะ แต่ฉันมีความรู้สึกอย่างหนึ่งว่า คนที่ปฏิบัติธรรมจริงๆ นานๆ เข้าเขาจะเลิกกินเนื้อสัตว์ไปโดยปริยาย ความเมตตา มองเห็นว่าทุกชีวิตคือเพื่อเกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกัน เพียงแต่ว่า คนที่ไมได้เลิก ไม่ใช่เขาอยากกิน เพียงแต่ว่าในบางขณะเขาเลือกไม่ได้ กระมัง ? อันนี้จะต้องศึกษาวิจัยต่อไป )


ฉันรู้สึกว่า ที่แท้ Gil ก็เป็นนักบวชที่แปลงกายมาสอนธรรมะให้กับเรา โดยใช้ศิลปะการละครเป็นกุศโลบายให้เราค้นหาหนทาง และเป็นเครื่องมือในการค้นพบตัวเอง มีความคิดสร้างสรรค์ในการเลือกใช้ชีวิตด้วยตัวเอง และเราจะค้นพบทาง และจุดหมายในชีวิตของเราเอง บางคน อาจจะพบเส้นทางเดินไปสู่นิพพานด้วยตัวเอง ก็เป็นได้
ฉันรู้สึกเช่นนั้น และได้ยินเสียง Gil แว่วมาว่า up to you พร้อมรอยยิ้มที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตา

00000000

ตัดภาพกลับมาที่ครัวคุณหนุ่มชั้น 3 ที่ได้ทำอาหารเลี้ยงพวกเราในวันหยุด แล้วน้องประสานงานก็ชวนให้ไปนั่งข้างๆ Gil ความสงสัยหลายอย่าง จึงหมดไปเมื่อได้คุยกับครูทางธรรมคนหนึ่ง ที่ตอนแรกฉันคิดว่าเขาเพียงนำหลักธรรมมาสร้างสรรค์ในงานละคร และกระตุ้นต่อมความคิดสร้างสรรค์เท่านั้น


Gil เล่าว่า ครูสอนพุทธศาสนาของเขาในอิสราเอลบอกว่า การมีครอบครัวและรักษาความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันไปเรื่อยๆนั้น ยากกว่าไปนิพพานเสียอีก
แล้วกิจกรรมสองวันครึ่งที่ผ่านมาของ Gil ล้วนแต่ทำให้เราเดินทางไปสู่ความว่างทั้งนั้นเลย ทำอย่างไรให้เราหลุดออกจากกรอบต่างๆ ที่ผู้อื่นกำหนดขึ้น แล้วไม่ต้องเชื่อเขา แต่ให้รู้สึกกับสิ่งที่ที่เกิดขึ้นภายในของเราเอง
และทุกอย่างที่เกิดขึ้นก็เป็นประสบการณ์ของคุณเอง ไม่เหมือนกัน Up to you


การเกิดใหม่

บ่ายวันนี้ Gil ให้เรากลับไปเป็นเด็กในท้องแม่ ให้แต่ละคนนั่งบนหมอนของตัวเอง แล้วมีบัดดี้นั่งตรงกันข้าม ต่อเนื่องอันไปเป็นแถวยาว เว้นที่ตรงกลางไว้ให้เด็กที่กำลังจะเกิดใหม่เดินได้ก้มหัวแล้วคลานไป โดยให้ทุกคนสัมผัสกับเด็กน้อยคนนี้อย่างต่อเนื่อง อย่าให้เด็กผ่านไปโดยที่ไม่มีใครสัมผัส แล้ว Gil ก็เปิดเพลงคลอเบาๆ แล้วบอกว่า ให้เราคิดไว้ว่า ถ้าเราจะเกิดใหม่อีกครั้ง เราจะเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างไร แล้วให้แต่ละคนค่อยๆ คลานผ่านทุกๆ คนที่นั่งอยู่ข้างๆ สองฝั่งไปเรื่อยๆ จนกล่าจะถึงปากอุโมงค์ข้างหน้า


บางคนบอกว่า เป็นความยากลำบากจริงๆ เมื่ออยู่ในท้องแม่ ไม่ง่ายเลยนะ กว่าเราจะคลอดออกมามีชีวิตอย่างเช่นทุกวันนี้ ไม่อยากออกมาเลย อยู่ข้างในรู้สึกอบอุ่นได้สัมผัสถึงความรักของแม่


บางคนบอกว่า มีความรู้สึกสองแบบ แบบหนึ่งคือตอนเราเป็นคนนั่งแล้วสัมผัสเด็กน้อยที่ค่อยๆ ผ่านเราไป เรารูสึกว่า กำลังเป็นผู้ให้ เป็นแม่ อยากให้ความรักความอบอุ่นแก่เขา กับอีกความรู้สึกหนึ่งคือเป็นเด็กที่ได้รับความรัก ความอบอุ่นจากแม่จนไม่อยากออกมาเลย


สำหรับตัวฉันล่ะ ฉันบอกว่ารู้สึกเหมือนอยู่ในท้องแม่ รักแม่ ไม่อยากเกิดอีกแล้ว การเกิดช่างลำบากจริงๆ จนลืมไปว่า ถ้าเราเกิดใหม่อีกครั้งจะเปลี่ยนแปลงอะไร ด้วยความที่ไม่อยากเกิดอีกแล้วจึงไม่อยากเปลี่ยนแปลงอะไร


พอถึงตอนนี้ ตอนที่กำลังนั่งอยู่หน้าแป้นคอมพิวเตอร์ รู้แล้วว่าอยากเปลี่ยนแปลงอะไร อยากเลิกกินข้าวเย็น เลิกกินเนื้อสัตว์ให้ได้จริงๆ เลิกกาแฟ และตั้งใจที่จะเดินทางสู่ความว่างในชีวิตจริงซักที เพราะรู้สึกว่า ชีวิตไม่เห็นสนุกอย่างที่ Gil บอกเลย
สิ่งหนึ่งที่ไม่เชื่อ Gil ก็คือ เราจะ enjoy my life ได้อย่างไร ถ้าคนรอบข้าง คนที่เรารัก เราเป็นห่วงกำลังมีความทุกข์อยู่ แล้วกิจกรรมที่ค่อยๆ ทำให้ฉันค้นพบคำตอบด้วยตัวเองก็ค่อยๆ เผยออกมาอย่างช้าๆ

ความรู้สึกสามแบบ รัก โกรธ กลัว

Gil ให้เราแต่ละคน เลือกที่จะอยู่กับความรู้สึกย่างใดอย่างหนึ่ง ในสามอย่างนี้คือ รัก โกรธ กลัว แล้วแสดงออกมาด้วยท่าทาง และความรู้สึกดังกล่าว


ฉันเลือกความรู้สึก “รัก” เพราะรู้สึกว่า อารมณ์ โกรธ และกลัวนั้นมันมีอยู่เต็มไปหมดทุกวันอยู่แล้ว แต่อารมณ์ที่มีพื้นฐานเป็นความรักนั้น เราต้องฝึกมันบ่อยๆ ฝึกที่จะรักคนอื่นให้เป็น ไม่ใช่ความรักแบบหนุ่มสาว แต่เป็นความรักความเมตตา


Gil บอกว่า ความรักมันมีอยู่แล้ว มันมีอยู่ทุกที่เพียงแต่ว่ามันถูกขยะห่อหุ้มอยู่ เขาเป็นเพียงคนที่แกะหยะออกมาให้เราเห็นตัวเราว่า เราก็เป็นคนที่มีความรัก และสามารถให้ความรักกับผู้อื่นที่เราไม่รู้จักได้เช่นเดียวกัน

เราไม่จำเป็นที่ต้องรักเฉพาะคนในครอบครัวของเรา แต่เป็นใครก็ได้บนโลกนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นคนด้วยซ้ำ เป็นสัตว์ เป็นต้นไม้ เป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่เราสามารถรักได้ โอบกอดได้ โดยไม่รู้สึกเขินอาย
และถ้าเรามีความโกรธ ความกลัว เราก็ไม่ต้องไปหนีมัน ดูมัน เยียวยามันด้วยความรักในตัวเราที่แบ่งปันให้กับตัวเรานี่แหละ โอบกอดตัวเอง ให้ความรักกับตัวเอง และเราก็สามารถรักผู้อื่นได้เช่นเดียวกัน

ไม่มีหัวข้อ

แล้ว Gil ก็ให้เราทุกคนคอยฟังว่า เขาจะให้หัวข้ออะไรมา จากนั้นก็ให้เราแสดงออกด้วยการเคลื่อนไหวร่างกายของเราไปตามใจที่เราจะทำ


เมื่อเพลงเริ่ม Gil บอกว่า ไม่มีหัวข้อ เราแต่ละคนก็สนุกสนานไปสุดเหวี่ยง อย่างไม่มีคำบรรยาย…..


การเต้นรำครั้งสุดท้ายในชีวิต

หลังจากนั้น Gil ให้ปิดตาแล้วรอว่า จะเป็นหัวข้ออะไร เมื่อเสียงของGil ดังขึ้นว่า เต้นรำครั้งสุดท้าย ของให้เราทุกคนสนุกกับการเต้นรำครั้งนี้ให้มากที่สุด enjoy youe life


ตอนนั้น ฉันนึกถึงคำถามวันแรกที่ Gil ถามว่า คุณจะมีความสุขกับสิ่งที่คุณไม่รู้จักได้ไหม


ฉันมีคำตอบแล้ว


Gil …thank you very much

ไม่มีความคิดเห็น: