วันพฤหัสบดี, พฤษภาคม 17, 2550

ถึงเพื่อนผู้กำลังเจ็บป่วย

     
เช้านี้ ข้าพเจ้าตื่นขึ้นด้วยความรู้สึกสบายใจ เบิกบาน ตั้งใจว่าวันนี้ เราจะทำงานอย่างรื่นรมย์ ไม่เร่งรีบ ไม่เร่าร้อน แม้จะมีงานเต็มมือ เราก็จะทยอยทำไปทีละเรื่องทีละอย่าง ทำไปพักไป หาความสุข สนุกเล่นให้กับชีวิตคั่นกับการทำงาน
อาจด้วยใจที่สบายๆ เช่นนี้กระมังที่ทำให้ข้าพเจ้ากล้ากดโทรศัพท์ไปหาเพื่อนคนหนึ่ง ซึ่งหมายมั่นไว้ในใจนานแล้วว่าต้องโทรไปพูดคุยด้วย
และการพูดคุยครั้งนี้ ทำให้ข้าพเจ้าได้เห็น “เงา” ที่แอบซ่อนตัวอย่างเร้นลับที่สุดอันหนึ่งในใจ
กว่าหนึ่งเดือนแล้วที่ข้าพเจ้ารู้ข่าวความเจ็บป่วยของเพื่อนคนหนึ่ง หมอวินิจฉัยว่าเธอมีก้อนมะเร็งในมดลูก
ตอนนั้น ใจของข้าพเจ้าหนักอึ้งมึนชา
แม้จะรู้ว่า มะเร็งเป็นความเจ็บป่วยที่รักษาให้หายได้ แต่ก็อดรู้สึกเป็นห่วงเพื่อนไม่ได้ อยากส่งกำลังใจ หรือหากทำอะไรได้มากกว่านั้นก็ยินดี ทว่าข้าพเจ้ากลับไม่ได้พยายามที่จะติดต่อเพื่อนคนนี้ ไม่ว่าจะทางโทรศัพท์หรืออีเมล์
ที่ยิ่งกว่านั้น ข้าพเจ้าเพิ่งมาตระหนักในวันนี้เองว่า การที่เราไม่ทำอะไรเลยที่ผ่านมานั้น เป็นความพยายามของใจที่อยากลืมเลือนเรื่องนี้ไปเสีย ไม่อยากรับรู้ว่าขณะนี้เกิดอะไรขึ้นจริง
เราไม่กล้าเผชิญหน้ากับความทุกข์ ความกังวล และความกลัวของตัวเอง
เรากลัวเพื่อนเป็นทุกข์ เรากลัวเพื่อนต้องจากเราไป และเมื่อลองเข้าไปค้นใจให้ลึกซึ้งขึ้นอีกนิด ยิ่งพบอีกว่า ที่แท้แล้ว เรากลัวความเจ็บป่วยและความตายของเราเองต่างหาก
สถานการณ์ที่เพื่อนเผชิญอยู่ คือเงาสะท้อนให้เราเห็นอนาคตของเราเอง
สักวัน เราก็อาจต้องพบพานเรื่องทำนองเดียวกันนี้ คือความเจ็บป่วยที่เราไม่ปรารถนา
คุณก้อนมะเร็งของเพื่อนดึงให้เรากลับมาสู่ความเป็นจริงอีกครั้งว่า เราทุกคนต่างมีชะตากรรมเดียวกัน เราเป็นทั้งเพื่อนร่วมทุกข์ ร่วมเจ็บ ร่วมตาย อย่างแท้จริง
เห็นเช่นนี้แล้ว ทำให้ไม่อยากโกรธเกลียดใครเลย เพราะเราอยู่ในเรือที่กำลังจะล่มอยู่รอมร่อเหมือนๆ กัน
ในยามวิกฤตเช่นนี้ เราจะทะเลาะกัน ยึดมั่นความถูกผิดในความเห็นของตน กอบโกยเอาประโยชน์ใส่ตัวและโยนชั่วใส่คนอื่น จมดิ่งหายตามกันไปทั้งหมด หรือเราจะช่วยกันหาทางรอด ประคับประคองให้พ้นทุกข์ไปด้วยกันทั้งหมด
น่าสนใจว่า เมื่อเราเริ่มรู้สึกยอมรับความกลัว น้อมรับเรื่องที่เราไม่อาจควบคุมได้ เรากลับมีพลัง ความกล้า ความเข้มแข็งที่จะเผชิญกับชะตากรรมที่เป็นไปร่วมกัน
ข้าพเจ้าอาจจะไม่ได้เจ็บป่วยไปกับเธอ แต่ เราจะดูแลชีวิตร่วมกัน
ข้าพเจ้าไม่ได้หมายความถึงชีวิตของเพื่อนคนนี้เท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงชีวิตของข้าพเจ้า และ ชีวิตอื่นๆ ในโลกใบนี้ด้วย ทั้งปัจจุบันและอนาคต
ชีวิตเป็นเหมือนไข่ที่เปราะบาง อาจแตกสลาย ล้มตายได้ทุกเมื่อ
ชีวิตเป็นเพียงจุดเล็กๆ ในเส้นลากของกาลเวลาที่โลกและจักรวาลดำรงอยู่
แต่จุดเปราะบางของชีวิตนี้เองที่ให้พลังในการสร้างสรรค์อย่างมหาศาลกับตัวของมันเอง
ชีวิตทั้งหลายในปัจจุบัน เกิดและดำเนินไปได้ก็เพราะชีวิตทั้งหลายในอดีต
ชีวิตโลกสมัยใหม่สนุกสนานได้เพราะบุคคลในอดีตที่คิดค้นไฟฟ้า หลอดไฟ โทรศัพท์ และพลังงาน
เรามีอากาศที่หายใจได้ น้ำที่ดื่มได้ ทั้งยังสามารถผ่อนคลาย ชื่นชมธรรมชาติได้ นั่นก็เพราะบรรพบุรุษของมนุษยชาติผู้ดูแลรักษาป่าไม้ สายน้ำ และมหาสมุทรให้แก่เรา
และชีวิตทั้งหลายอันจะเกิดขึ้นในอนาคต ลูกหลานของเรา พวกเขาก็จะดำรงอยู่ตามปัจจัยและ สภาพแวดล้อมที่เราทุกคนในปัจจุบันช่วยกันสร้างและทำลายเหลือไว้ให้
เพื่อนคนนี้ทำงานด้านพัฒนา สร้างสรรค์ความดีงามให้สังคม ครอบครัว เด็ก และเยาวชน แม้เป็นเพียงคนเล็กๆ แต่ชีวิตของเธอคือพลังการสร้างสรรค์สำคัญ เฉกเช่นทุกชีวิตบนโลก กระทั่งความท้าทายที่เธอกำลังเผชิญก็เป็นสิ่งที่เราหลายคนร่วมเรียนรู้ไปด้วยกันได้
หมอแนะนำให้เธอใส่ใจเรื่องอาหารการกิน ออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพทางอารมณ์ โดยเฉพาะอารมณ์เครียดที่ควรหลีกเลี่ยง
งานวิจัยมากมายชี้ว่า ภาวะความเครียดเป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดความเจ็บป่วยต่างๆ รวมทั้ง ก้อนมะเร็งด้วย แต่เธอกลับบอกว่า ภาระหน้าที่ที่เธอต้องทำและยังละทิ้งไม่ได้นั้น อาจทำให้เกิดความเครียดได้ เลยไม่รู้ว่าจะทำงานโดยไม่ให้เกิดความเครียดได้อย่างไร
โจทย์ของเธอคือโจทย์ของข้าพเจ้าเช่นเดียวกัน
ข้าพเจ้ากลับมาทบทวนการทำงานและการใช้ชีวิตของตัวเองอย่างจริงจังว่า ตัวเองได้สร้างปัญหาอะไรให้กับตัวเองบ้าง ข้าพเจ้าสะสมความเครียด อารมณ์ทางลบไว้กี่มากน้อย และกำลังบ่มเพาะก้อนมะเร็งไว้กี่ก้อนแล้ว
แน่นอนว่า เราอาจต้องทำงาน สัมพันธ์กับผู้คนที่แตกต่างหลากหลาย เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์หลายอย่างที่ไม่เป็นไปตามปรารถนา เราจะประคองใจไม่ให้เกิดความเครียดหรือสร้างความเจ็บป่วยให้แก่ตัวเองได้อย่างไร
หากเราแบ่งเวลาสักช่วงเพื่ออยู่เงียบๆ ตามลำพัง ให้ใจได้ใคร่ครวญวิถีที่เราทำงานและดำเนินชีวิตในแต่ละวันว่าเรากำลังบั่นทอนสุขภาพ ทำร้ายร่างกายและจิตใจของเราเอง รวมทั้งคนรอบข้างแค่ไหน เราอาจจะปรับเปลี่ยน/ปรับปรุงชีวิตใหม่เสียก่อนที่โอกาสนั้นจะริบหรี่ลง
หากเราเพิ่มพื้นที่ความสุขในหัวใจ เพิ่มในตารางเวลาของแต่ละวันได้ พื้นที่ความเครียดก็อาจถูกเบียดให้เหลือน้อยลงได้
หากใครรู้ตัวว่ากำลังเครียด โปรดเมตตาและกรุณาตัวเองให้มากๆ ทำอะไรก็ได้ให้ความรู้สึกนั้นคลายตัวลง เช่น ร้องเพลงไปด้วย ฟังเพลง อ่านหนังสือที่ชอบ อยู่กับต้นไม้ เล่นกีฬา ดูหนัง ไปเที่ยว พักบ้าง เป็นต้น
และท้ายที่สุด เราอาจจะต้องเข้าไปสืบค้นความเครียดว่ามาจากอะไร เราเครียดเรื่องอะไร ทำไมจึงเครียด สำหรับข้าพเจ้า ความเครียดของตังเองเกิดจากความคาดหวัง ความกลัว ความวิตกกังวล ความอยาก ความอิจฉา หรือแม้กระทั่งความรู้สึกโดดเดี่ยว และอีกมากมาย
ถามคำถามกับตัวเอง สาวไส้เรื่องราวของความเครียด แล้วเราอาจค้นพบในที่สุดว่า ภายในปล้องไผ่ที่เรายึดถือ เห็นว่าจริงนั้น สุดท้ายก็เป็นเพียงความว่างเปล่า
ขอบคุณความเจ็บป่วยของเพื่อนที่เอื้อเฟื้อให้ข้าพเจ้าตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ได้ทบทวนสารัตถะแห่งชีวิต และเห็นแนวทางที่จะก้าวเดินต่อไปอย่างมีความหวังและความหมาย
เมื่อมีมิตรภาพและการร่วมทุกข์ ความสุขก็จะเบ่งบาน

ชีวิตรื่นรมย์ // โพสต์ทูเดย์ // ฉบับอังคารที่ 15 พฤษภาคม 2550
กรรณจริยา สุขรุ่ง media4joy@hotmail.com
กลุ่มสื่อสร้างสรรค์ www.happymedia.blogspot.com
สนับสนุนโดย ศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

วันอังคาร, พฤษภาคม 15, 2550

ฝังเธอที่ปลายฟ้า

ฝังเธอที่ปลายฟ้า
เขียนโดย ซินหรัน
นิลุบล พรพิทักษ์พันธุ์ แปล
โดย สำนักพิมพ์สันสกฤต


หากท่านกำลังหลงไหลเรื่องราวการเดินทางของอาจารย์ประมวลผู้วิจัยชีวิตด้วยฝ่าเท้า ท่านอาจสนใจเรื่องจริง ของหญิงชาวจีนคนนี้ ผู้ที่ท่องไปในดินแดนสูงกันดารบนหลังคาโลก กว่า 30 ปี เพื่อตามหาสามีที่สูญหาย และสิ่งที่เธอได้ในการค้นหาครั้งนี้ คืออะไร


ร่วมสัมผัสชีวิตของเธอในหนังสือ ฝังเธอที่ปลายฟ้า ผลงานแปลเล่มล่าสุดของ นักแปลฝีมือเยี่ยม นิลุบล พรพิทักษ์พันธุ์


“ฝังเธอที่ปลายฟ้า” (Sky Burial) เป็นเรื่องจริงของ “ซูเหวิน” แพทย์หญิงชาวจีนที่ออกตามหา คนรักที่หายสาบสูญไปในปฏิบัติการรบระหว่างจีนกับทิเบต


เธอใช้เวลา 30 ปี เดินทางไปกับครอบครัว ชนเผ่าเร่ร่อน ข้ามภูเขาสูงชันและฝ่าธรรมชาติอันโหดร้ายในดินแดนทิเบตจนกระทั่งได้พบคำตอบที่เธอ ดั้นด้นหามาตลอดครึ่งชีวิต


“ฝังเธอที่ปลายฟ้า” ไม่เพียงเล่าเรื่องราวความรัก ความกล้าหาญ และ ความเด็ดเดี่ยวของผู้หญิงจีนตัวเล็กๆ ที่ถูกผลักดันไปตามกระแสความสับสนทางการเมือง แต่ยังพา ผู้อ่านไปรู้จักกับวัฒนธรรมทิเบตผ่านชีวิตครอบครัวเล็กๆ ที่ต้องดิ้นรนอยู่รอดท่ามกลางความทุรกันดารของดินแดนที่เรียกขานกันว่าหลังคาโลก และน้ำใจที่ชนเผ่าเร่ร่อนมีให้กับคนแปลกหน้า


“คนทิเบตเขาจะหั่นศพเป็นชิ้นๆ เพื่อให้อีแร้งกิน”.......
“อะไรกัน แค่ฆ่าอีแร้งตัวหนึ่ง
ทหารเราต้องสละชีวิตชดใช้ให้ศพหนึ่งเชียวหรอ”

...เรื่องจริงที่ยิ่งกว่านิยายของแพทย์หญิงชาวจีน “ซูเหวิน”
ตามหาสามีผู้เป็นแพทย์ “เคอจุน” ซึ่งสูญหายไปในปฏิบัติการ
ระหว่างจีนและทิเบต เธอใช้เวลาสามสิบปีเดินทางไปกับ
ครอบครัวชนเผ่าเร่ร่อนชาวทิเบต ข้ามภูเขาลูกแล้วลูกเล่า
อาบความเหงาโดดเดี่ยวในทุ่งหญ้าเวิ้งว้างที่ปราศจากกาลเวลา
ผ่านความงดงามที่แสนโหดร้ายของธรรมชาติ
ในดินแดนที่เรียกขานกันว่าหลังคาโลก
ในที่สุดเธอก็พบคำตอบที่เธอใช้เวลาดั้นด้นค้นหามาครึ่งชีวิต....
คำตอบที่ทำให้เธอต้องหมอบกราบลงแทบพื้นพร้อมเปล่งถ้อยคำ ......
“โอม มณี ปัทเม หุม” ออกมา

ประสบการณ์ยิ่งใหญ่จากหนังสือเล็กๆ ชื่อ “ประสบการณ์ยิ่งใหญ่ในหมู่บ้านเล็กๆ”

ประสบการณ์ยิ่งใหญ่จากหนังสือเล็กๆ ชื่อ “ประสบการณ์ยิ่งใหญ่ในหมู่บ้านเล็กๆ”

“บ้านนอกของเรามีบางสิ่งที่เมืองใหญ่ทำหายไป เราต้องสร้างบ้านนอกขึ้นด้วยการสนับสนุนข้อดีของเราเอง”

คุณอุ๊บอกมาหลายที (แสดงว่าค่อนข้างนานแล้ว) ว่าอยากให้แนะนำหนังสือเล่มหนึ่งให้เพื่อนๆได้รู้จัก แบ่งรับแบ่งสู้และไม่ได้ลงมือจัดการเสียทีเพราะนึกว่ายังต้องพูดถึงหนังสือเล่มนี้อยู่อีกหรือ ก็เขาออกจะ “ดัง” ทีเดียว ในแวดวงเราๆส่วนใหญ่คงได้อ่านกันเยอะแล้ว


แต่อีกใจคิดว่าไหนๆก็รับปากไปแล้ว และเอาเข้าจริงๆนะถ้าจะสามารถบอกต่อให้ใครได้อ่านหนังสือเล่มนี้เพิ่มขึ้นแม้เพียงอีกสักคนเดียว ก็คุ้มค่าละ


“ประสบการณ์ยิ่งใหญ่ในหมู่บ้านเล็กๆ” เขียนโดยมาซาฮิโกะ โอโตชิ แปลโดยมุทิตา พานิช สำนักพิมพ์สวนเงินมีมาจัดพิมพ์

เรื่องราวที่นักเขียนผู้หนึ่งได้สัมผัสเมื่อเดินทางเข้าไปในหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่ง กลางหุบเขาในจังหวัดโคจิ บนเกาะชิโกกุ หมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลจากความศิวิไลซ์นี้ชื่อ “อูมะจิ” ที่แปลว่าทางม้า หมายถึงครั้งหนึ่งหนทางที่จะเข้าสู่หมู่บ้านแห่งนี้ได้จะต้องอาศัยขี่ม้าเข้าไปเท่านั้น

หมู่บ้านอูมะจิ ก็เหมือนๆหมู่บ้านตามบ้านนอกทั่วไปไม่ว่าจะในญี่ปุ่น หรือเมืองไทย คือ แทบจะรกร้าง ผู้คนทิ้งถิ่น หนุ่มสาวเข้ามาทำงานในเมืองใหญ่ เหลือแต่คนเฒ่าคนแก่และเด็กน้อยเพียงบางเบา หมู่บ้านแบบนี้มักต้องพึ่งพาอาศัยเงินช่วยเหลือจากรัฐ ประชาชนจึงขาดอิสระ มีส่วนร่วมในการปกครองตนเองน้อย ชุมชนอ่อนแอ

แต่สิ่งที่ทำให้หมู่บ้านอูมะจิไม่เหมือนหมู่บ้านไหนๆก็คือ ที่นี่มีคนเข้มแข็ง ซึ่งผู้เขียนใช้คำว่า “ชายผู้แต่งงานกับหมู่บ้าน” คุณลุงโมจิฟูมิ โตทานิ ผู้เกิดและเติบโตในอูมะจิ ทีแรกนั้นเขาเป็นเพียงหัวหน้าแผนกธรรมดาๆในสหกรณ์การเกษตรของหมู่บ้าน แต่ที่ไม่ธรรมดาคือเขามีความบ้าเป็นที่ตั้ง บ้าขนาดที่ว่าไม่ยอมนอนรอรับความช่วยเหลือจากรัฐ เขามองเห็นศักยภาพที่แอบซ่อนอยู่ลึกๆของหมู่บ้าน ลุงโตทานิรู้ดีว่าไม่มีใครจะรู้จักหมู่บ้านอูมะจิมากไปกว่าชาวอูมะจิ และเขาเชื่อมั่นว่าหากทุกคนรวมตัวกัน หมู่บ้านอูมะจิจะพัฒนาไปไกลโลดอย่างเป็นตัวของตัวเองแน่นอน

บนเกาะชิโกกุเป็นแหล่งที่ปลูกส้มยูสุกันมาก หมู่บ้านอูมะจิก็เช่นกัน แต่เพราะความที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ขาดแรงงาน ส้มยูสุของอูมะจิจึงไม่ได้รับการดูแล ทำให้กลายเป็นยูสุป่าที่ปลอดสารพิษโดยสิ้นเชิง ผลที่ออกมาจึงไม่สวย ถ้านำมาขายสดๆก็จะได้ราคาต่ำมาก ทางออกจึงอยู่ที่การแปรรูปส้มยูสุออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ

ลุงโตทานิ คือ หัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญที่กระตุ้นให้ชาวบ้านที่มีฝีมือมาช่วยกันพัฒนาผลิตภัณฑ์ แล้วลุงก็เร่ออกร้านขายตามงานต่างๆ เหนื่อยยากและต้องฝ่าฟันสารพันอุปสรรคครั้งแล้วครั้งเล่า จนที่สุดก็ได้ข้อสรุปว่าน่าจะใช้วิธีขายตรงจากหมู่บ้าน ซึ่งนั่นก็ไม่ได้แปลว่าหนทางจะสะดวกสบายง่ายดายไปกว่ากันหรอกนะ แต่ทางสู้ของคนไม่มีทางสู้ เมื่อไม่อยากหยุดนิ่งอยู่กับที่ วิธีเดียวก็คือทำด้วยความมุ่งมั่นศรัทธาและเดินหน้า...ลุย!

ปรัชญาของลุงโตทานิคือ ทำงานด้วยความจริงใจ ผลิตแต่สินค้าที่มีคุณภาพ และบริการลูกค้าอย่างดีเยี่ยม พยายามสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าที่เปรียบเสมือนผู้มีพระคุณทุกคน ลุงโตทานิใช้ความเป็นคนมีอารมณ์ขัน (แม้จะแฝงอยู่ในท่าทีสงบเสงี่ยม) และหัวการตลาดแบบบ้านๆที่เข้าถึงจิตใจคนได้อย่างดี ลองผิดลองถูกอย่างไม่ย่อท้อเรื่อยมา

ทั้งหมดทั้งปวงรวมกับพลังความสามัคคีของคนในหมู่บ้าน ทำให้สิบเจ็ดปีต่อมา (ค.ศ.1997) โรงงานแปรรูปยูสุของอูมะจิมียอดขายผลิตภัณฑ์ถึงเกือบ 2 ล้านเยน มีลูกค้าสั่งของส่งถึงบ้านมากกว่า 2 แสนราย ชื่อเสียงและเรื่องราวของหมู่บ้านอูมะจิก็พลอยขจรขจายสร้างปรากฏการณ์ไปทั่ว จนนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางมาเยือนอูมะจิไม่ขาดสาย

ในหนังสือเล่มนี้มีรายละเอียดกว่าจะมาเป็นผลิตภํณฑ์ดีเด่น ด้วยสำนวนการเขียนเหมือนเล่าที่อ่านสบาย แถมด้วยภาพประกอบจากฉลากผลิตภัณฑ์ที่แสนจะน่ารักน่าขัน อ่านเพลินแต่ได้ข้อคิดเพียบเลย จนอยากให้บรรดาผู้นำหมู่บ้านแต่ละแห่งของบ้านเราได้ใช้เป็นกรณีศึกษา

ความรู้สึกอีกสองอย่างที่เกิดขึ้นขณะอ่านหนังสือเล่มนี้คือ หนึ่ง อยากกินน้ำส้มยูสุ (เอื๊อก!) และโชคดีที่ได้ลองชิมแล้วด้วย อร่อยมาก กับสองคือ เกิดสำนึกรักบ้านเกิด อันที่จริงในเมืองไทยมีปราชญ์เดินดินหรือคนเก่งๆอย่างลุงโตทานิไม่น้อยเลย เราสมควรต้องเรียนรู้จากท่านเหล่านั้นและช่วยๆกันเผยแพร่แง่คิดคุณงามความดี เป็นกำลังใจให้ชุมชนมีความมุ่งมั่นพัฒนาตนเอง มีความเป็นอยู่อันพอเพียง อันจะนำไปสู่สภาพชุมชนเข้มแข็ง หลุดพ้นจากวงจรอุบาทว์ความยากจน และการแทรกแซงแสวงหาผลประโยชน์กับท้องถิ่นจากบรรดานักการเมืองน้ำเน่า

หมู่บ้านเล็กๆที่ยิ่งใหญ่หลายๆแห่งรวมกันเท่านั้น ถึงจะสร้างประเทศชาติที่มั่นคงยิ่งใหญ่ได้ ...ไม่ใช่มาจากการมีรัฐบาลยิ่งใหญ่สักหน่อย

ขอเชิญสื่อมวลชนเข้าร่วมฝึกอบรม“ภาวนา: สู่ศานติ สมานฉันท์”

ขอเชิญสื่อมวลชนเข้าร่วมฝึกอบรมภาวนา
“ภาวนา: สู่ศานติ สมานฉันท์”
ระหว่างวันที่ 23-27 พฤษภาคม 2550
ณ ศูนย์พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ล้านนา อ.สันกำแพง เชียงใหม่


เนื่องในโอกาสอันดีที่พระอาจารย์ ติช นัท ฮันห์ และคณะภิกษุ ภิกษุณีจากหมู่บ้านพลัม ประเทศฝรั่งเศสได้เดินทางจาริกธรรมมายังประเทศทางแถบภูมิภาคอุษาคเนย์ เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมงานวันวิสาขบูชาโลก และเผยแผ่วิถีการปฎิบัติธรรมในประเทศไทย เป็นเวลา 14 วัน ระหว่างวันที่ 19 พฤษภาคม ถึง 1 มิถุนายน พ.ศ. 2550 นี้


ศูนย์คุณธรรม ในฐานะหนึ่งในผู้สนับสนุนกิจกรรมภาวนา และ วันแห่งสติ มีความยินดีขอเชิญสื่อมวลชนไปร่วมงานภาวนา “สู่ศานติสมานฉันท์” เพื่อให้สื่อที่มีความสนใจในหนทางการปฏิบัติ ได้มีโอกาส เรียนรู้ สัมผัส ฝึกการกลับมาอยู่กับปัจจุบันขณะอย่างมีความสุข และนำคำสอนตามแนวทางหมู่บ้านพลัมมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันและการทำงานที่ดีสู่สังคมต่อไป
ระหว่างงานภาวนา 5 วันนี้ ทุกคนจะได้ฟังธรรมบรรยายจากพระอาจารย์เซน ติช นัท ฮันห์ ผู้ซึ่งมีความลึกซึ้งในข้อธรรมทั้งภาคทฤษฏี และ ปฏิบัติ และท่านจะได้ร่วมสัมผัสรูปแบบกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นการประยุกต์พุทธธรรม วิถีการปฏิบัติธรรม เข้ามาประสานกลมกลืนในวิถีชีวิตประจำวัน

กำหนดกิจกรรมในแต่ละวันมีดังต่อไปนี้
05.00 น. ตื่นนอน นั่งสมาธิ สวดมนต์ ออกกำลังกาย เช่นโยคะ หรือ รำกระบองตามแนวหมู่บ้านพลัม
อาหารเช้าในความเงียบ
บรรยายธรรม โดย พระอาจารย์ ติช นัท ฮันห์
11.30 น. อาหารกลางวันร่วมกันเป็นสังฆะ พักตามอัธยาศัย
13.30 น. ผ่อนพักตระหนักรู้ *
นำเสนอ : ข้อฝึกอบรมสติ ๕ ประการ
วิธีเริ่มต้นใหม่ในความสัมพันธ์
สวดเพลง ; เดินวิถีแห่งสติ
กราบสัมผัสพื้นดิน
การสร้างสังฆะ
17.30 น. น้ำปานะ/อาหารเบายามเย็นในกลุ่มย่อย
19.30 น. สนทนาธรรมในกลุ่มย่อย นั่งสมาธิ สวดมนต์
22.00 น. สัมผัสความนิ่งเงียบภายในและภายนอก เข้านอน

* อ่านเนื้อหากิจกรรมเพิ่มเติม ในไฟล์ Retreat activity*

การเตรียมตัวเข้าร่วมกิจกรรมภาวนา
· แต่งกายสุภาพ ตามสบาย (ไม่จำเป็นต้องสวมชุดขาว) เสื้อผ้าใส่สบาย นั่งสมาธิได้สะดวก
· อาหารมังสวิรัติ
· กรุณาเตรียมไฟฉาย เครื่องใช้ส่วนตัว ผ้าเช็ดตัว นาฬิกาปลุก ไฟฉาย รองเท้าแตะ และยารักษาโรคประจำตัวมาด้วย
· เนื่องจากเราต้องใช้ห้องน้ำรวม จึงขอให้ท่านนำผ้าถุง ผ้าขาวม้ามาด้วย
· สำหรับอากาศในช่วงนี้ กรุณาเตรียมร่วมมาด้วย

กำหนดการการเดินทาง
เราจะออกเดินทางจากกรุงเทพ ไปเชียงใหม่ เย็นวันอังคารที่ 22 พค. โดยรถไฟด่วนพิเศษ ขบวนที่ 1 ออกจากหัวลำโพงเวลา 18.00 น. ถึงเชียงใหม่ 7.15 น.
ขอให้ทุกท่านที่จะเดินทางไปด้วยกัน พบกันที่สถานที่รถไฟหัวลำโพง เวลา 17.30
การเดินทางกลับ เราจะเดินทางจากเชียงใหม่ กลับกรุงเทพ โดยรถไฟด่วนพิเศษ ขบวนที่ 14 ในวันอาทิตย์ที่ 27 พค. ออกเดินทาง เวลา 16.30 น. และถึงกรุงเทพวันจันทร์ที่ 28 พค. เวลาประมาณ 6.40 น.

สำหรับผู้ที่เดินทางไปเอง
ทางทีมงานที่เชียงใหม่ จัดจุดบริการ รับท่านตามที่ต่างๆ ในวันที่ 23 พค. ตามรายละเอียด ดังนี้
ทางเครื่องบิน
พบกันที่บริเวณ taxi call ด้านนอกอาคารสนามบิน รอบเวลา 9.30 น. / 10.30 น. และ 12.00 น.
รถยนต์ส่วนตัว
ท่านที่อาศัยอยู่ที่เชียงใหม่อยู่แล้ว หรือ ท่านที่เดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัว ท่านสามารถไปรอจุดนัดพบที่หน้าวัดพระสิงห์ เวลา 6.30 น. / 9.00 น.และ 10.00 น.
ท่านสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเดินทางไปศูนย์พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ล้านนาได้ที่
เอ 089-429-1571 และ ต้อมแต้ม 089-700-6165 (ตั้งแต่วันนี้ ถึง 22 พค.)
พี่จุก 086-992-5411 (ผู้ประสานงานการเดินทางในวันที่ 23 พค.)


สำหรับสื่อมวลชนที่ต้องการจะบันทึกภาพ หรือรายงานกิจกรรมภาวนา
หมู่บ้านพลัม มีความยินดีที่ท่านให้ความสนใจ และ ศรัทธาเข้าร่วมกิจกรรม จึงอยากจะขอความร่วมมือจากท่านในการรักษาบรรยากาศแห่งความสงบเรียบร้อยในงานภาวนา ดังต่อไปนี้
ท่านสามารบันทึกภาพ หรือ ถ่ายภาพในระหว่างกิจกรรมงานภาวนาได้ หากแต่ขอให้ท่านระมัดระวัง และกรุณาต่อเพื่อนผู้ต้องการภาวนาอย่างสงบและไม่ต้องการถูกรบกวน และงดถ่ายภาพช่วงธรรมบรรยายตอนเช้า
สำหรับการสัมภาษณ์ผู้มาร่วมงานภาวนา ก็ขอให้ท่านทำเมื่อกิจกรรมภาวนาเสร็จสิ้นแล้ว
หากท่านต้องการสัมภาษณ์ กับพระภิกษุ พระภิกษุณี ก็ขอให้ติดต่อทางทีมงานได้

สำหรับสื่อมวลชนที่สนใจและต้องการยืนยันการเข้าร่วม หรือ ข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ
อุ๊ กรรณจริยา 086-789-7070
นิ้ง พรรัตน์ 086 668 3722
แอน วรภา 081-586-4755