วันพฤหัสบดี, มีนาคม 20, 2551

หรี่เสียงความคิด

ดิฉันได้มีโอกาสเข้ารับการอบรมศิลปะเพื่อการเข้าใจตนเมื่อไม่นานมานี้พร้อมๆกับ

สหายชาวสื่อสร้างสรรค์

เราได้ทำกิจกรรมวาดรูประบายสีน้ำและปั้นดิน
ซึ่งนักศิลปะบำบัดบอกว่าจะช่วยสะท้อนให้เราเห็นภาพเงาชีวิตภายในของตัวเอง โลกทัศน์และแนวโน้มทางพฤติกรรม

ไม่น่าเชื่อว่ากิจกรรมเหล่านั้นทำให้ดิฉันเห็นปมที่สร้างความยุ่งยากให้ชีวิตเรื่อยมา ชิ้นงานทางศิลปะขั้นอนุบาลของดิฉันสะท้อนความกลัว ความคาดหวัง และความคิดที่เข้ามาจัดแจงเกือบทุกฝีแปรงและลายเส้น จะวาดภาพอะไรดี จะสื่ออะไรออกมา จะใช้สีอะไร ในหัวมีแต่ความคิด คำถาม การวางแผนจัดการ ความลังเล ตัดสินและประเมินค่าตัวเองและชิ้นงาน จนทำให้ศิลปะเป็นยาขมมากกว่าของหวานฉ่ำใจ

นักศิลปะบำบัดใจดีปลอบดิฉันว่า อาการช่างคิด ช่างวางแผน สับสน ลังเล เป็นลักษณะของคนในสมัยนี้โดยมาก ดิฉันไม่ต้องคิดกังวลไป

เธออธิบายต่อว่า ตอนเราเป็นเด็กเราเล่นสนุกกับสิ่งต่างๆโดยปราศจากความกลัว ไม่ว่าจะกลัวผิด กลัวพลาด หรือแม้แต่กลัวหลงในเขาวงกต หากเด็กเดินเลี้ยวผิดในเขาวงกต เด็กก็จะรีบวิ่งหาเส้นทางใหม่ทันที ด้วยความสนุกสนาน เด็กไม่กลัวที่จะหลงทาง และสนุกกับการเดินหาทางไปเรื่อยๆ

แต่คุณสมบัติการผจญภัย เปิดกว้างสู่การเรียนรู้ และกล้าลองผิดลองถูกเช่นนี้หายไปเมื่อเราโตขึ้น ความถูกต้อง สมบูรณ์แบบ มาตรฐานบางประการที่เราเรียนรู้จากสังคม สิ่งแวดล้อม ทำให้เรากลัว เกร็ง และมีความคาดหวัง(และกลัวความผิดหวัง) เหล่านี้เป็นอุปสรรคในการที่เราจะทดลองทำอะไรบางอย่าง หรือหากจะทำอะไรก็ต้องคิดแล้วคิดอีก จนบางครั้งไม่ได้ทำเพราะมัวแต่คิด ไม่กล้าทำ ไม่กล้าตัดสินใจ

เรากลัวผิด อายที่จะผิด ซึ่งอาจแสดงอาการข้างเคียงคือ เครียดกับการทำงาน เรียนหนังสือและสอบมากจนไม่มีความสุขกับการทำสิ่งนั้นๆ หรือหากมีความผิดพลาดเกิดขึ้นก็ไม่ยอมรับผิด หรือป้ายโยนความผิดไปเลย

ความกลัวทำให้เราต้องปกป้องตัวเองในรูปแบบต่างๆ เช่นโกหกเพื่อปิดบังความผิด ทำลายคู่แข่งที่เรากลัวด้วยการใส่ความ หาวิธีการโกงข้อสอบ เจ้านายบางคนกลัวลูกน้องจะเก่งกว่าเลยต้องกดข่มไม่ยอมรับผลงานของลูกน้องและทำให้รู้สึกแย่เข้าไว้

ความกลัวมากมายในชีวิตของเรามากจากไหน รัฐบาล เจ้านาย สังคม? หรือจากความคิดของเราเอง

“เด็กๆกลัวน้อย เพราะคิดน้อยกระมัง” นักศิลปะบำบัดเปรย “ผู้ใหญ่กลัวมากเพราะคิดมากเกินไป เด็กมักทำอะไรด้วยใจ” เธอเสริม

การปรุงแต่งทางจิตและกระบวนการทางความคิดหลายต่อหลายครั้ง สร้างความคาดหวัง เสริมส่งความกลัว เกร็งความผิดพลาด สร้างความแตกแยกแตกต่าง แบ่งเขาแบ่งเรา ความรู้สึกทั้งหมดทั้งปวงนี้เป็นเหตุแห่งทุกข์ล้วนๆ

ดิฉันไม่ปฏิเสธความคิดและการคิด เพียงแต่เห็นว่าเราจำเป็นต้องตระหนักรู้ว่าความคิดกำลังพาเราไปในทิศทางใด เราหลงไปในความคิดอยู่หรือไม่ และบางทีสำหรับบางเรื่องเราอาจไม่จำเป็นต้องใช้สมองคิด แต่ให้ใจช่วยชี้นำแทน

ดิฉันได้ยินน้องและเพื่อนๆเล่าถึงการตัดสินใจหรือเลือกทางในการเรียน การทำงาน ความรัก การแต่งงาน และโอกาสต่างๆในชีวิต เขาอธิบายความคิด ชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียอย่างมีเหตุมีผล

แต่ยิ่งคิดมากดูเหมือนจะยิ่งไกลจากคำตอบ เพราะความคิดมักจะให้ทางเลือก ความเป็นไปได้ ความหวาดวิตก ภาพอคติมากมาย หลายคนที่อยู่บนแพร่งของการตัดสินใจจึงมีอาการยืนค้างอยู่บนแยกนั่นเอง ก้าวเท้าไปทางไหนไม่ออก เพราะมัวแต่คิดวิเคราะห์ และไม่อาจตัดสินใจได้ กลัวผิด กลัวพลาด รักพี่เสียดายน้อง

ความสับสนในตัวเองที่ความคิดมอบให้ทำให้หลายคนเป็นทุกข์ นอนไม่หลับ คิดไม่ตก กังวล ความลังเลสงสัยนี้เองที่ทางพุทธศาสนาบอกไว้ว่าเป็นเหตุที่ทำลายสมาธิ ซึ่งเป็นขุมพลังในการกระทำต่างๆ สมาธิคือการที่จิตตั้งมั่น ตั่งใจแน่วแน่เป็นหนึ่ง ในภาวะจิตเช่นนี้ การกระทำใดๆจะมีพลังและมีโอกาสประสบผล

บางทีเรื่องราวทั้งหมดอาจจะง่ายเข้าถ้าเราหันมาฟังเสียงหัวใจอย่างจริงจัง โยนคำถามเข้าในใจและปล่อยไว้ ทำชีวิตให้ช้าลง หาช่วงเวลาที่เราจะอยู่ลำพัง สงบเงียบโดยเฉพาะเงียบจากเสียงความคิดภายใน

หากเราถามหัวใจอย่างจริงจังว่าต้องการอะไรจากชีวิต ต้องการเรียนอะไร ทำงานอะไร ใช้ชีวิตอย่างไร นี่คือชีวิตที่เราปรารถนาหรือไม่ หรือคำถามอื่นๆ

ในภาวะเช่นนี้เราจะได้ยินเสียงภายในใจ และโดยมากคำตอบจากใจจะมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น เหลืออยู่ที่เราจะรับฟังและเชื่อเสียงจากหัวใจของเราหรือไม่

ในที่นี้ ใจคือกระแสเสียงแห่งจิตสำนึก ความรู้ที่มีอยู่สมบูรณ์ครบถ้วนในตัวเอง

ดิฉันได้พบเจอหลายคนที่เงียบฟังเสียงหัวใจและกล้าใช้ชีวิตตามเสียงภายในนั้น

เพื่อนคนหนึ่งลาออกจากงานประจำเงินเดือนเฉียดแสนบาทเพื่อมาดูแลแม่และทำงานพัฒนาชุมชนที่เธออยู่ในต่างจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากพิษขยะและปัญหาสิ่งแวดล้อมในละแวกบ้าน

ชายหนุ่มอีกคนละทิ้งงานบริษัทมาทำงานอาสาสมัครดูแลเด็กป่วยและสอนโยคะ ได้เงินพออยู่ได้แต่ความพอใจในชีวิตเปี่ยมล้น “นี่คือชีวิตที่ผมใฝ่ฝันอยากจะมี นี่แหละคือชีวิต”

คนเหล่านี้อาจไม่ร่ำรวย แต่พวกเขามีประกายความสุขในชีวิต มีพลังในการใช้ชีวิตและสร้างสรรค์งาน ผิดกับหลายคนที่ดิฉันเห็นว่ามีงานประจำและเงินมาก แต่ทำงานอย่างไร้เรี่ยวแรง ขาดจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์

ความกล้าหาญในการเลือกทางชีวิตมาจากพลังของหัวใจมากกว่าความคิดหาเหตุผลในสิ่งที่ทำ เมื่อได้คุยกับคนเหล่านี้ สิ่งที่สัมผัสคือพลังความรู้สึกแรงบันดาลใจ พวกเขาเหล่านี้ไม่ค่อยมีเหตุผลอะไรมาอธิบายมากมาย เขาแค่รู้สึกว่าหัวใจบอกให้เขาทำ

แต่ใจเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญน้อยมากในปัจจุบัน ระบบการศึกษาและสังคมสมัยนี้หล่อหลอมให้เราเป็นนักสมองนิยม ให้ค่ากับปัญญาจากสมองมากกว่าปัญญาจากกายและหัวใจ จึงไม่น่าแปลกหากเราจะทะเลาะกันจะเป็นจะตายเพราะความคิดไม่พ้องกัน เราใช้ความคิดมาพูดกันมากแต่ไม่คุยกันจากใจและด้วยใจ

เราจะเห็นมนุษย์ที่ไม่นำใจมาปฏิบัติหน้าที่เกลื่อนเมือง เจ้าหน้าที่ให้บริการของรัฐที่ดูเฉยชา ครูที่สอนเด็กไม่เต็มเวลาแต่สอนพิเศษเต็มที่ หมอที่รักษาเชื้อโรคมากกว่าเยียวยาคน พระทุนนิยมที่ละโมบมีบัญชีธนาคาร นักธุรกิจที่เอาแต่ได้ปล่อยน้ำเสียลงแม่น้ำ นักการเมืองที่ลมหายใจอบอวลด้วยคำลวง

หากเราทำงานด้วยหัวใจ ฟังเสียงจากหัวใจกันมากขึ้น ดิฉันเชื่อว่าสังคมเราจะมีความสุข นักการเมืองหลายคนจะออกมาสารภาพบาป หมอหลายคนจะใส่ใจคนไข้ในฐานะที่พวกเขาเป็นคนไม่ใช่โรค ครูจะใส่ใจดูแลทุกข์และสุขของลูกศิษย์ สื่อมวลชนจะใส่หัวใจลงไปในการนำเสนอข่าวสาร พระจะตระหนักรู้ในการเกื้อกูลของฆราวาส

เสียงสำนึกในหัวใจพูดกับเราอยู่เสมอ หากเราสามารถหยุดความคิดปรุงแต่งได้บ้างเราจะได้ยินเสียงกระซิบนั้นนำทางเราสู่ความสุข

ขอให้ท่านพบหัวใจตนเอง สวัสดีค่ะ



กรรณจริยา สุขรุ่ง

วันอังคาร, มีนาคม 04, 2551

ศิลปะแห่งการให้

ในหนังเกาหลีเรื่อง “อิมซังอ๊ก พ่อค้าหัวใจทรนง” เมื่อเหม่ยหลิงสาวน้อยผู้ที่อิมซังอ๊กช่วยเหลือไถ่ตัวมาจากหอคณิกาได้ดิบได้ดี
ไปเป็นภรรยาเอกของพ่อค้าอันดับหนึ่งของเมืองจีนก็ระลึกถึงบุญคุณของอิมซังอ๊ก
อยากจะตอบแทนพระคุณ หากแต่อิมซังอ๊กกลับมิได้ร้องขอสิ่งตอบแทนใดใด แม้ยามนั้น เขาและเพื่อนพ้องกำลังตกอยู่ในภาวะถังแตกไม่รู้ว่าจะกอบกู้ฐานะเกียรติภูมิของกลุ่มการค้าตนอย่างไร

บางคนด่าว่าอิมซังอ๊กโง่เขลา ไม่รู้จักใช้โอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์กับตน
อิมซังอ๊กกล่าวสั้นๆ แต่เพียงว่า ในขณะที่เขาได้ให้ความช่วยเหลือ ก็ไม่เคยที่จะหวังสิ่งตอบแทนใดใด

ผลแห่งการให้โดยไม่หวังผลตอบแทนนี้ มิได้นำอิมซังอ๊กไปสู่ความรุ่มรวยมากขึ้น ในนัยยะแห่งความสำเร็จของพ่อค้า หากแต่นำไปสู่การเป็นผู้มีเกียรติ ความเป็นผู้มีใจสูง ได้รับความเคารพนับถือและเป็นที่ไว้วางใจจากคนทั่วไป

แล้วการให้โดยไม่หวังผลตอบแทนนั้นเพียงพอแล้วล่ะหรือ?

ก็ไม่แน่นัก กิ่งมะพร้าวนอกหน้าต่างส่ายไหวแทนคำตอบ

เพราะการให้ก็เป็นเหตุปัจจัยหนึ่งของการกระทำที่ดีงาม ยังมีเหตุปัจจัยอื่นๆ ประกอบอีกด้วย ความเมตตากรุณาที่แท้จริงย่อมมีปัญญากำกับอยู่เสมอ

การให้ที่แท้จริงย่อมไม่ก่อให้เกิดความเบียดเบียนต่อใคร ไม่ว่าจะเป็นผู้รับ หรือตัวผู้ให้เอง

ลองนึกดูภาพที่มีการยัดเยียดให้กับคนที่ไม่พร้อมที่จะรับ ไม่ว่าจะเป็นการให้สิ่งของ แรงงาน ความรู้ คำแนะนำ ฯลฯ การให้นั้นก็คงเปล่าประโยชน์ไร้ความหมาย โดยนัยยะนี้ เราจำต้องคำนึงถึงวาระของผู้รับให้มาก ว่าเขาหรือเธอมีความพร้อมที่จะรับเพียงพอหรือไม่
ไม่เช่นนั้นแล้ว จะเป็นการให้ที่สนองความอยากให้ของเรามากกว่าความต้องการรับของเขาหรือเธอ

หรือหากผู้ให้หลังจากให้ไปแล้ว กลับมีความรู้สึกยะโสทะนงตน คิดว่าตนเองอยู่สูงกว่าเหนือกว่าผู้รับ การให้นั้นย่อมนำไปสู่ความโง่ เป็นโทษมากกว่าเป็นคุณ คนหนุ่มสาวมักจะตกหลุมพรางนี้
พอริหัดที่จะให้ คิ้วกลับเลิกสูงแทนอาการอ่อนน้อม หากทำจนติดอยู่ในนิสสัยสันดาน นอกจากจะเป็นเด็กไม่น่ารัก เป็นผู้ใหญ่แล้วก็ยังไม่น่ารักอยู่นั่นเอง

จะว่าไปแล้วจุดมุ่งหมายของการให้จึงอยู่ที่การส่งเสริมขัดเกลาจิตใจของผู้ให้เป็นหลักใหญ่ใจความ รองลงไปก็เป็นเรื่องของสิ่งที่ให้ ว่ามีคุณประโยชน์มากน้อยเพียงไร

คนรุ่นเราทุกวันนี้เข้าใจว่าเรื่องของการให้หรือการทำทานเป็นเรื่องที่ต้องไปทำบุญกับพระที่วัด ไปปล่อยนกปล่อยปลา บริจาคเงินสร้างโบสถ์ ทำอะไรเพื่อพ่อ ทำอะไรให้แม่ ฯลฯ - การให้ในลักษณะนี้จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก เพราะทำได้ถ้ามีเงิน ทำได้ถ้ามีเวลา ทำได้ถ้ามี...

ทำไมการให้จึงเป็นเรื่องแปลกแยกจากการดำเนินชีวิตของเรา? ทำไมเราต้องมีต้นทุนบางอย่างในการให้? ทำไมการให้จึงไม่ได้อยู่ในชีวิตการงาน 8 ชั่วโมงต่อวัน สัปดาห์ละ 5 วัน?
ทำไมการให้จึงไม่ได้อยู่ในการกิน การนอน การเดินทาง และแม้กระทั่งการเข้าห้องน้ำ?

หากมองจากอีกมุมหนึ่ง การทำงานของเราทุกวันนี้ไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของผู้อื่นล่ะหรือ? อาหารที่เรากิน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทำงานของ ชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน คนครัว แรงงานต่างชาติ และของคนอีกหลายๆ คน ล่ะหรือ? การกิน การนอน การเดินทาง ของเราไม่ได้เป็นไปเพื่อจะยังชีพอันเป็นประโยชน์ต่อโลกต่อคนอื่นล่ะหรือ? ฯลฯ

โดยเหตุนี้ การประกอบสัมมาชีพ ไม่ว่าจะเป็นการรับราชการ การทำงานเอกชน
หรือการรับจ้างทำงานส่วนตัว หากเป็นไปเพื่อเลี้ยงชีพด้วยงานอันเป็นประโยชน์ ก่อให้เกิดความเกื้อกูลต่อตนเองและผู้อื่นแล้ว ก็ถือว่าเป็นการใหยังความสัมพันธ์กับเพื่อนรอบข้างอีกเล่า การให้การยอมรับ การพร้อมที่จะเข้าใจ การรับฟังอย่างลึกซึ้งต่อความทุกข์ของเพื่อนร่วมงาน
เพื่อนฝูง และคนในครอบครัว หรือการให้อภัยต่อศัตรู ก็เป็นการให้ที่ละเอียดอ่อนโยนมาก

การรดน้ำต้นไม้ สิ่งมีชีวิตร่วมโลกที่แลกเปลี่ยนลมหายใจกับเรา ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน หรือที่ทำงาน ก็ถือเป็นการให้อย่างง่ายๆ ไม่ต้องยุ่งยากกับการวิ่งไปซื้อของทำบุญตักบาตรพระที่นิมนต์ขึ้นรถมาถึงที่ทำงานโดยเฉพาะด้วยซ้ำ

การประหยัดไฟฟ้า น้ำ กระดาษพิมพ์เอกสาร ฯลฯ ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน ที่ทำงาน ห้องอาหาร โรงแรม สปา ห้างสรรพสินค้า ฯลฯ โดยคำนึงถึงความทุกข์ความเบียดเบียนอันเกิดกับป่าไม้ ระบบนิเวศน์ ชาวบ้าน ถึงแม้เราจะไม่ได้เป็นคนจ่ายค่าน้ำค่าไฟหรือมีเงินพอที่จะจ่ายก็ตามนั้นถือเป็นการให้ที่ต้องฝึกฝน
การใช้ปัญญาในการมองให้เห็นความเชื่อมโยงของสรรพสิ่งอย่างลึกซึ้งมากทีเดียว

จะเห็นว่า คุณประโยชน์ของสิ่งที่ให้นั้นมีความละเอียดลึกซึ้งแตกต่างกันออกไป
แต่การให้อันเป็นธรรมชาติ เป็นของแท้ ก็คือการให้จากหัวใจ จากเนื้อจากตัวของผู้ให้ อยู่ในวิถีชีวิตของผู้ให้จริงๆ ไม่ได้อยู่เฉพาะนอกเวลาทำงาน หรือเฉพาะเวลาว่าง หรือเฉพาะวันหยุดสุดสัปดาห์เท่านั้น

ดังนั้นเองเมื่อจิตของผู้ให้เต็มไปด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน และการทำให้ชีวิตของเราเป็นเรื่องราวเดียวกันกับการให้
นี้แหละ คือศิลปะของการให้อย่างแท้จริง


ชลนภา อนุกูล

วันพุธ, กุมภาพันธ์ 13, 2551

คำสารภาพจากคนช่างรับ



ขณะนี้ ฉันกำลังทำงานเกี่ยวกับการให้และอาสาสมัคร หรือที่หลายๆ คนเรียกว่า “จิตอาสา” จิตใจที่พร้อมจะให้ด้วยแรงกาย ใจ ทรัพย์ ตามกำลังจะมี สิ่งเหล่านี้เรียกร้องให้ฉันกลับมาคิดถึงเรื่อง “การให้” มากขึ้น
ฉันสารภาพตามตรงว่าฉันไม่ใช่แม่พระผู้ใจบุญ ในทางกลับกัน ฉันต่างหากที่เป็น “ผู้รับ”
ฉันเชื่อว่า ก่อนที่เราจะให้อะไรใครสักคนได้ เราต่างเคยได้รับมาก่อนทั้งนั้น เรารับน้ำนมอุ่นๆ จากอกแม่ รับเงินค่าขนมจากมือพ่อ รับสมุดจากครู รับมิตรภาพจากเพื่อน รับความสุขจากการหัวเราะ รับความรักจากแฟน ไปจนถึงรับเงินจากองค์กร
ความจริงก็คือ มันเยอะมากเสียจนไม่อยากร่ายยาวมากไปกว่านี้
บางที ฉันคิดว่า เราอาจเกิดมาเป็นฝ่ายรับ เพื่อเรียนรู้ที่จะเป็น “ผู้ให้”
ครั้นเมื่อกลับมาคิดทบทวนถึงชีวิตน้อยๆ ของตนเอง ฉันก็พบว่า เรา “ได้รับ” อะไรมามากมายเหลือเกิน บ้างเป็นวัตถุสิ่งของ บ้างเป็นเวลาและโอกาส บรรยากาศ ความรู้สึก บางทีก็เป็นสิ่งที่เรียกไม่ถูก บอกไม่ได้ เช่นเดียวกับคำว่า “ให้” ที่บางทีเราไม่ทันรู้ตัวว่าได้ให้ จนกระทั่งคนที่ได้รับเขาบอกนั่นแหละถึงจะรู้
“การให้” และ “การรับ” จึงเป็นดั่งกันและกัน หากขาดสิ่งหนึ่ง อีกสิ่งย่อมเปล่าดาย ถึงมีความหมายก็ไม่สมบูรณ์

(1)

ในขณะที่ “การให้” ทำให้เราได้รับความรัก ได้รับการยอมรับ “การรับ” ก็คือการน้อมรับความรู้สึกดังกล่าว
ตัวฉันเองได้รับโอกาส ความรู้ ความเมตตา และอื่นๆ อีกมากมายจากพ่อแม่พี่น้อง เพื่อนพ้อง ครูบาอาจารย์ แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่ตระหนักกับการให้ของพวกเขาเหล่านั้น หนำซ้ำกลับยิ่งออกขวนขวาย ไปคว้าเอาโดยหลงทางนึกว่าสักวันคงจะเต็ม
ทว่ายิ่งฉันร้องขอก็ดูเหมือนไม่รู้อิ่ม ไม่ต่างอะไรกับเด็กงอแงที่เอาแต่ใจ
พลันเมื่อมีโอกาสได้ “ให้” บ้าง ฉันจึงเริ่มตาสว่างราวกับเป็นนิมิตที่กระซิบให้ฉันลืมตาขึ้น พร้อมมองออกไปรอบๆ ตัว ชั่วขณะนั้น ฉันรู้สึกอิ่มเอิบได้เอง ไม่เรียกร้องให้ใครมาเติมเต็ม ทุกสิ่งรอบกายกลายเปลี่ยนจนน่าค้นหา รวมทั้งพลังในเนื้อในตัวของฉันเองและสภาพอากาศภายนอก
ไปๆ มาๆ การให้กลับกลายเป็นการได้รับไปโดยปริยาย ดั่งคำของพระไพศาล วิสาโล ที่เขียนไว้ในบทความ “อาสาสมัครบนเส้นทางของมนุษย์”
“ชีวิตมิได้อยู่ด้วยการรับเข้าตัวเท่านั้น แต่อยู่ได้เพราะการให้ผู้อื่นด้วย ต้นไม้ที่ดูดน้ำจากพื้นดินอย่างเดียว แต่ไม่รู้จักคายน้ำคืนสู่โลกย่อมไม่อาจดำรงอยู่ได้นาน การช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นนั้นมิใช่เป็นเรื่องของการเสียสละอย่างเดียว หากเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเติมเต็มความเป็นมนุษย์ของตนเองให้สมบูรณ์ ดุจเดียวกับต้นไม้ซึ่งจะถือว่าเติบใหญ่อย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อแผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงาและเป็นที่พึ่งพิงของสรรพสัตว์
“คนที่เอาแต่รับเข้าตัวอย่างเดียวย่อมแสดงถึงความว่างเปล่าภายใน จำเพาะคนที่มี “สาระ” อยู่ภายในเท่านั้นจึงสามารถที่จะให้แ ก่ผู้อื่นได้ ยิ่งจิตใจมีความเต็มอิ่มมากเท่าไหร่ก็สามารถแบ่งปันให้ผู้คนได้มากเท่านั้น สาระที่ว่าก็คือความสุข รวมถึงความซาบซึ้งในคุณค่าและความหมายของชีวิต ซึ่งทำให้เกิดความเต็มอิ่มภายใน
“เมื่อเราให้ เราก็เป็นฝ่ายรับด้วยในเวลาเดียวกัน หนึ่งในสิ่งที่เราได้รับคือความสุข แม้การให้ของเราอาจเกิดจากการฝืนใจในทีแรก แต่รอยยิ้มและความซาบซึ้งของผู้รับก็สามารถทำให้เราพลอยเป็นสุขไปกับเขาด้วย ยิ่งการให้นั้นทำไปด้วยความปรารถนาดี ความสุขและความภาคภูมิใจก็ยิ่งทบทวี ด้วยเหตุนี้ พระพุทธองค์จึงตรัสว่า “ผู้ให้ความสุขย่อมได้รับความสุข”
สำหรับตัวฉันเอง อุปมาเหมือนต้นไม้ผู้เยาว์ที่กำลังเริ่มหัดที่จะคายอากาศบริสุทธิ์ให้แก่โลก และกำลังเริ่มเรียนรู้ที่จะแตกกิ่งก้าน เติบใหญ่ด้วยการแบ่งปัน
(2)

ในยุคสมัยที่ “การให้” กลายเป็นเรื่องยุ่งยากใจสำหรับผู้คน คุณคิดว่า “การให้” อะไรที่ทำได้ง่ายที่สุด เป็นคำถามจากคณะละครเวที “อาสา” โดยเพื่อนๆ จากบ้านกาญจนาภิเษก สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน
พวกเขาถามเราในฐานะผู้ชม บางคนตอบว่า “ให้รอยยิ้ม” ง่ายที่สุด เสียงจากเก้าอี้ข้างๆ ตอบว่า “ให้ความรักและอ้อมกอด” ง่ายที่สุด เสียงจากด้านหลังดังก้องมาว่า “ให้น้ำใจ”
แล้ว “การให้” อะไรที่ยากที่สุด
ผู้ชมบางรายอาจคิดถึงการให้ทรัพย์สินเงินทอง หรือไม่ก็เป็นของรักของหวง บางคนอาจนึกไปถึงการให้ชีวิต แต่คำตอบหนึ่งที่ชวนให้หลายคนถึงกับชะงัก (รวมทั้งตัวฉันด้วย) สะดุดใจและต้องฉุกคิดที่สุดคือ “การให้อภัย”
ลองจินตนาการว่าเราสามารถยิ้มให้คนที่เราโกรธเกลียดหรือเหม็นขี้หน้าได้อย่างจริงใจแค่ไหน บางที การให้รอยยิ้มจากใจที่ว่าง่ายที่สุดแล้วก็อาจเป็นการให้ที่ยากแสนยากในบางเวลา
การเรียกร้องให้ตนเองใคร่ครวญความหมายเรื่อง “การให้” บ่อยๆ ทำให้ฉันพบว่า การได้รับที่มีพลังมากที่สุดคือ “การได้รับแรงบันดาลใจ” ไม่ว่าจะมาจากการเห็นครูอาจารย์ทางจิตวิญญาณ พี่ๆ หรือแม้แต่เพื่อนๆ ผู้กระทำในสิ่งที่เขาเชื่อ ปฏิบัติตามความเชื่อเหล่านั้นด้วยหัวใจเต็มเปี่ยม ด้วยพลังใจของพวกเขาอย่างไม่เสื่อมคลาย
สิ่งเหล่านี้ชวนให้ฉันคิดถึงข้อความตอนหนึ่งในหนังสือ “ปรัชญาชีวิต” โดยคาลิล ยิบราน
“จงดูตนเองเสียก่อนว่า เธอนั้นควรแก่การเป็นผู้ให้และเป็นเครื่องมือแห่งการให้ เพราะโดยแท้จริงแล้ว ชีวิตเป็นผู้ให้แก่ชีวิต ส่วนเธอผู้คิดเอาว่าตนเป็นผู้ให้นั้น เป็นเพียงพยานผู้รู้เห็น
“…สำหรับเธอที่เป็นผู้รับ และเธอทั้งหลายก็คือผู้รับ อย่าได้คิดกังวลเรื่องบุญคุณนัก เพราะจะเป็นการสวมขื่อคาเข้ากับตัวเองและผู้ให้ด้วย แต่ขอให้ลอยขึ้นพร้อมกับผู้ให้ โดยของขวัญนั้นเป็นปีก
“เพราะความรู้สึกเรื่องหนี้บุญคุณมากไปนั้น คือการข้องใจในความอารีของเขา ผู้มีพื้นพิภพเป็นมารดาและพระผู้เป็นเจ้าเป็นบิดา”

พรรัตน์ วชิรชัย

เครือข่ายสื่อสร้างสรรค์ – แฮปปี้มีเดีย

media4joy@hotmail.com

www.happymedia.blogspot.com



ขอเชิญเพื่อนๆ ร่วมปันรอยยิ้มในสวนดอกไม้แห่งการให้ในนิทรรศการ CRACK 2 : ศิลปะในสวน (แห่งการให้) สาธารณะ Artistic Flowers in the Park ลานความรักจากใจสู่ฝีมือของบุคคลสำคัญ ศิลปิน และ “ผู้ให้” อีกร้อยชีวิต นำขบวนโดยท่านติช นัท ฮันห์, พระไพศาล วิสาโล (วัดป่าสุคะโต), ศ.ระพี สาคริก, อนุชัย ศรีจรูญพู่ทอง, อุดม อุดมศรีอนันต์, ชลิต นาคพะวัน, วศินบุรี สุพานิชวรภาชน์, ภัทรีดา ประสานทอง, ตรัย ภูมิรัตน และเสริมคุณ คุนาวงศ์ โดยนิทรรศการครั้งนี้จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 กุมภาพันธ์ - 14 มีนาคม 2551 ภายในอุทยานเบญจสิริ ริมถนนสุขุมวิทระหว่างซอย 22 – 24 (เปิดนิทรรศการยามเย็นวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ตั้งแต่เวลา 15.00 เป็นต้นไป)

วันอังคาร, มกราคม 29, 2551

ชีวิตไม่มีขาด “ทุน”


ชีวิตช่วงนี้ของดิฉันกำลังหมุนเวียนรอบ “โลกแห่งทุน”

ดิฉันมักได้ยินเรื่องราว คำรำพึงรำพันเรื่องนี้จากหลายคน ซึ่งบ่อยครั้งก็สะท้อนออกมาในเนื้อข่าว เช่น จะทำอะไรก็ต้องเริ่มต้นที่ทุน

คนที่อยากทำโครงการดีๆบ่นว่า หาผู้สนับสนุนไม่ได้หรือไม่มีแหล่งเงินทุนสนับสนุนที่จะทำให้ความคิดสร้างสรรค์หรือความคิดดีๆ เพื่อสังคมเกิดขึ้น แล้วก็มักลงเอยด้วยการนั่งทับโครงการดีๆ รอคอยให้ทุนมาหล่นทับเอง

หากจำกันได้ เคยมีข่าวเรื่องการจะซ่อมแซมโรงเรียนแห่งหนึ่ง ซึ่งคนใจบุญหัวแหลมได้ความคิดที่จะสร้างพระเครื่องเพื่อระดมทุน แต่พอไม่มีเงินเข้ามา ผลกระทบจึงตกมาที่นักเรียนและโรงเรียนที่จำต้องเฝ้ารออย่างไร้จุดหมาย ข่าวนี้ชวนให้ดิฉันสงสัยว่า ฤาจะมี “ทุน” ในลักษณะอื่นอีกไหมที่พอจะช่วยเหลือโรงเรียนแห่งนี้ได้

ที่จริง หากเรามองเห็นทุนเพียงมิติของเงินตรา ทรัพย์สินและสิ่งของ บ้านและที่ดิน เรื่อยไปจนถึงจำนวนหุ้นที่ตีมูลค่าเป็นราคาและค่าเงินได้ ชีวิตของเรานี้ดูช่างขาดแคลนนัก

คนเบี้ยน้อยอย่างดิฉันจึงต้องดิ้นรนแสวงหาความหมายของ “ทุน” ในมิติอื่นๆ เพื่อสร้างความรู้สึกว่าชีวิตมี “สภาพคล่อง” ขึ้นมาบ้าง

เรามี “ทุน” อะไรบ้างในชีวิต?

(1)

ทุนแรกที่นึกถึงคือ ทุนทางกาย เราทุกคนมีทุนประเดิมนี้ในการตั้งต้นชีวิตด้วยกันทั้งสิ้น และหากเรายังคงหายใจอยู่เราก็สามารถใช้ทุนนี้ในการดำเนินชีวิต ทำงาน และสร้างทุนอื่นๆ ให้แก่ตัวเองได้เสมอ

ผู้ที่มีรูปเป็นทรัพย์ย่อมตระหนักถึงทุนนัยยะนี้เป็นอย่างดี

ผู้ที่มีรูปร่างหน้าตาที่ยุคสมัยให้คุณค่าว่าสวยงาม เขาและเธอเหล่านี้ใช้รูปกายเป็นต้นทุนในการแสวงหาทรัพย์สิน ความร่ำรวย และชื่อเสียง ซึ่งความงามเพียงร่างกายนี้มีวันหมดอายุตามสภาพการใช้งานและวัย

เราจึงเห็นดาราจำนวนหนึ่งยอมเสียเงิน ทรมานร่างกายเพื่อประคองความงามนี้ให้ยาวนานที่สุด

แรงกายก็เป็นทุนที่หาทรัพย์ได้มากโดยเฉพาะในยุคนี้ที่การกีฬากลายเป็นเรื่องการค้า

นักกีฬาหลายคนเป็นเศรษฐี เช่น นักค้าแข้ง นักหวดลูกสักหลาด และนักมวย ในขณะที่แรงงานบางประเภท อย่างเช่นกรรมกรและชาวนา กลับไม่ได้รับการเพิ่มค่าเพิ่มราคา

แม้ดิฉันจะไม่มีรูปและแรงเป็นทรัพย์อย่างคนอื่นๆ แต่ดิฉันกลับพอใจที่เรายังมีกายที่แข็งแรง ซึ่งเพียงเท่านี้ ดิฉันรู้สึกว่าตนรวยมากแล้ว

ดิฉันไม่เคยลืมประสบการณ์ครั้งหนึ่งที่ไปพบแพทย์ในโรงพยาบาลเอกชน บิลค่ารักษาและค่ายาราว 1,000 บาท ได้ทำให้ไข้หวัดหมดฤทธิ์อย่างปาฏิหาริย์

สุภาษิตที่ว่า “การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ” ผุดขึ้นในใจ “นี่หากไม่เป็นหวัด ไม่ต้องไปหาหมอ เท่ากับว่าเรามีเงินอยู่ 1,000 บาท อยู่กับตัวทีเดียว”

ตั้งแต่นั้นมา ดิฉันตั้งใจว่าจะรักษาเงินในร่างกายไม่ให้รั่วไหลง่ายๆ อีกต่อไป

ดิฉันเคยได้ยินพระอาจารย์ท่านหนึ่งพูดด้วยว่า “การบำรุงหล่อเลี้ยงทุนทางร่างกายนับว่าเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ใช่เพื่อบำรุงบำเรอตามอำนาจความอยาก แต่เป็นการดูแลอย่างสมควรของธรรมชาติเพื่อให้กายนี้ช่วยเราในการทำหน้าที่ความเป็นมนุษย์ได้เต็มที่และยาวนานที่สุดเพื่อประโยชน์ของสรรพชีวิตทั้งมวล”

(2)

ทุนอีกลักษณะที่เราทุกคนต่างมีคือทุนการศึกษา ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงเงินส่งเสียค่าเรียนที่ได้รับจากใคร แต่เป็น ทุนความรู้ ความสามารถ และความคิดสร้างสรรค์ ที่ช่วยให้เราแปรเปลี่ยนไปสร้างทุนทรัพย์อื่นๆ ได้ ดังสุภาษิตที่ว่า “มีวิชาเหมือนมีทรัพย์อยู่นับแสน”

วิชาในที่นี้ไม่ได้หมายถึงความรู้ตามระบบการศึกษาที่มีใบประกาศเท่านั้น แต่รวมถึงความรู้ที่ได้จากการอ่าน การถ่ายทอดจากครู การทำงาน ประสบการณ์ตรงในชีวิต รวมทั้งความรู้จากการสังเกต ตลอดจนความรู้พื้นฐานที่ช่วยให้เรามีชีวิตรอดในแต่ละวัน เช่น การรู้วิธีการเดินข้ามถนนให้ปลอดภัย รู้วิธีการทำอาหาร รู้จักการดูแลตัวเอง รู้วิธีทำมาหากิน รู้วิธีสร้างและกระชับความสัมพันธ์กับผู้อื่น

สังคมปัจจุบันมักให้ความสำคัญกับความรู้และความคิดสร้างสรรค์ กระทั่งผลักให้คนจำนวนหนึ่งไล่ล่าใบประกาศทางการศึกษาเพื่อไต่บันไดแห่งความฝันทั้งทางการงานและการเงิน โดยปราศจากการถามตัวเองว่า เราสร้างสมทุนความรู้และความสามารถไปเพื่ออะไรกัน เพื่อตัวเองหรือผู้อื่น

เกี่ยวกับประเด็นนี้ ดิฉันยังนึกถึงความประทับใจในเรื่องราวของดร.อัมเบดการ์ (Dr.Bhimrao Ramji Ambedkar) ปราชญ์ผู้ได้รับการยกย่องบทบาทสำคัญในการร่างรัฐธรรมนูญของอินเดีย

ท่านถือกำเนิดในชนชั้นจัณฑาลที่ยากจนและขาดโอกาสทางสังคมอย่างมาก ในสมัยนั้น (พ.ศ.2434 – 2499) เด็กจัณฑาลไม่มีโอกาสนั่งในชั้นเรียนเหมือนเด็กในวรรณะอื่น พาให้เด็กชายอัมเบดการ์ไม่มีทางเลือก จำต้องนั่งเรียนอยู่นอกห้อง และไม่ได้รับการเอาใจใส่จากครูผู้สอน

แต่เนื่องจากเด็กคนนี้ตั้งใจเรียนและผ่านการสอบสำคัญๆ ต่อมาจึงมีผู้แนะนำให้เปลี่ยนนามสกุลและได้รับการส่งเสียให้เรียนต่อ ซึ่งที่สุด นับว่า ดร.อัมเบดการ์ คือจัณฑาลคนแรกที่ได้รับการศึกษาสูงที่สุดในช่วงเวลานั้น

ท่านได้รับใช้ชาวอินเดียหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการร่างกฎหมาย การรื้อฟื้นพุทธศาสนาในอินเดีย รวมทั้งการต่อสู้เรียกร้องสิทธิให้แก่คนในวรรณะจัณฑาล

ความรู้ของท่านจึงเป็นปัญญาที่มีประโยชน์และมากความหมายต่อเพื่อนมนุษย์ ต่อทุนชีวิตของชาวอินเดียอีกหลายล้านคน โดยเฉพาะผู้คนจากวรรณะดังกล่าว

(3)

ทุนสำคัญอีกอย่าง คือ ทุนทางความสัมพันธ์ จากครอบครัว เพื่อนฝูง และชุมชน

สำหรับเด็ก ครอบครัวและพ่อแม่คือแหล่งทุนสำคัญของพวกเขาทั้งทางกาย ใจ ความคิด และการเงิน ทุกวันนี้ คนทำงานจำนวนไม่น้อยยังพึ่งแหล่งทุนลักษณะนี้อยู่

คนรวยเพื่อน (ดี) นั้น ก็ถือได้ว่าเป็นบุญเช่นกัน เพราะเพื่อนที่ดีย่อมจุนเจือเราได้สารพัด ในยามมีปัญหาการงาน ขัดสนทางการเงิน ปัญหาหัวใจ แม้กระทั่งยามเจ็บป่วยหรือใกล้จะจากไป

หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องราวบั่นปลายชีวิตของ “สุภาพร พงศ์พฤกษ์” ขณะป่วยด้วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย

เรื่องของเธอคือแรงบันดาลใจให้แก่ชีวิตของดิฉัน

เธอไม่จำเป็นต้องจ้างพยาบาลพิเศษมาคอยดูแล เพราะเธอมีเพื่อนๆ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาให้กำลังใจ เล่นดนตรีและอ่านหนังสือให้ฟัง รวมทั้งทำความสะอาดและปรุงอาหารให้เธอ

สุภาพรไม่ได้ป่วยโดยลำพัง แม้ยามหมดลมหายใจ เพื่อนๆ ก็ยังล้อมวงสวดมนต์และนั่งสมาธิเพื่อให้เธอจากไปอย่างสงบ

อย่างไรก็ตาม การที่เราจะได้รับทุนรอนประเภทนี้ เราก็ต้องลงทุนด้วย นั่นคือ การลงทุนด้วยเวลาและหัวใจ

จิตใจที่ซื่อตรง ความจริงใจที่ปรากฏ และมิตรภาพอันประเสริฐเท่านั้นที่จะหยั่งรากและผลิบาน

ประเทศชาติและธรรมชาติก็เป็นทุนในการดำรงชีวิตของเราเช่นกัน

ลองคิดดูว่า หากเราอยู่ในประเทศที่มีสงครามกลางเมือง ทรัพยากรขาดแคลน เราคงไม่รู้สึกผ่อนคลาย ด้วยต้องกระเสือกกระสนหาหนทางเอาชีวิตรอด มิพักต้องเอยถึงการสร้างสรรค์ความงามใดๆ ในชีวิต

(4)

สำหรับดิฉัน ทุนสำคัญที่สุดคือ ทุนทางจิตวิญญาณ มโนสำนึก และคุณธรรม เพราะเป็นต้นทุนที่ประคับประคองชีวิตสู่ความสมบูรณ์ เต็มเปี่ยมด้วยความหมาย ต่อยอดสู่ทุนทางปัญญา ความสัมพันธ์ และสังคมได้

ชีวิตที่ขาดทุนประเภทนี้ ทำให้เราทุกข์ง่ายและนาน ทั้งยังอาจก่อทุกข์ให้แก่ผู้อื่นได้ด้วย

ในทางตรงกันข้าม ผู้ที่อุดมด้วยทุนทางจิตวิญญาณ แม้จะพร่องทุนทางการเงิน ชีวิตก็จะกลับเต็ม

ดังตัวอย่างท่านคานธี ชายร่างเล็กสวมผ้าทอผืนเดียว พักอาศัยอย่างสมถะในบ้านหลังเล็กๆ ไร้ทรัพย์สมบัติใดๆ แต่กลับทรงอิทธิพลทางปัญญาและความศรัทธาในอหิงสา เป็นสัจจะแห่งชีวิต ย่อมไม่มีผู้ใดปฏิเสธ

ดิฉันเห็นตนเองมีทุนชีวิตอยู่มากโขแล้ว ท่านล่ะ มีทุนอะไรบ้างในชีวิต จะใช้ทุนเหล่านั้นอย่างไรและใช้เพื่ออะไร โปรดเล่าสู่กันฟัง...

กรรณจริยา สุขรุ่ง

เครือข่ายสื่อสร้างสรรค์-แฮปปี้มีเดีย

media4joy@hotmail.com

www.happymedia.blogspot.com