วันจันทร์, มกราคม 19, 2552
พุทธธรรมสำหรับวัยรุ่น
หนังสือเล่มนี้แม้จะเขียนให้วัยรุ่นอเมริกันเป็นสำคัญ แต่ก็น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับวัยรุ่นไทยด้วย ด้วยเหตุนี้ผู้ที่เป็นพ่อแม่และครูบาอาจารย์ที่มีลูกและศิษย์เป็นวัยรุ่น จึงควรศึกษาหาประโยชน์จากหนังสือเล่มนี้ด้วยเช่นกัน อย่างน้อยก็อาจให้แนวทางในการอธิบาย และชักนำให้เขาเหล่านั้นรู้จักตนเอง ค้นพบสาระที่แท้ของชีวิต และเข้าถึงความสุขที่ประณีต ซึ่งไม่เพียงนำไปสู่ชีวิตตื่นรู้เท่านั้น แต่ยังเป็นพลังขับเคลื่อนให้โลกเบิกบานด้วย --- พระไพศาล วิสาโล
พิเศษ ! สำหรับแฟนหนังสือโกมล ซื้อหนังสือที่ร้านโกมลหรือสั่งซื้อทางไปรษณีย์
ตั้งแต่วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๑ ถึง วันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๒
สมาชิกได้รับส่วนลดพิเศษถึง ๓๐%
การ์ตูนโทรทัศน์ : พื้นที่สื่อ พื้นที่เสี่ยงของเด็กไทย
การ์ตูนเพียง 3 เรื่องเท่านั้นที่เหมาะกับเด็กก่อนวัยเรียน นอกนั้นพบ ความรุนแรงต่อร่างกาย จิตใจ รวมถึงมีเรื่องเพศในเนื้อหาการ์ตูนแทบทุกเรื่อง
ผลการศึกษาของโครงการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อเพื่อสุขภาวะของสังคม (Media Monitor) พบว่า ตลอด 24 ชั่วโมงของเดือนตุลาคม ในฟรีทีวีทุกช่อง พบการ์ตูน 35 เรื่อง รวมเวลาออกอากาศ 1,052 นาที / สัปดาห์ หรือเฉลี่ยเพียง 1.74% ของรายการโทรทัศน์ทั้งหมดรวมกัน
ทว่าสัดส่วนตัวเลขเพียงเล็กน้อยนี้ กลับพบความรุนแรงต่อร่างกาย จิตใจและวัตถุ ภาษาลามก หยาบโลน รวมถึงมีเรื่องเพศในเนื้อหาการ์ตูนแทบทุกเรื่อง โดยพบว่ามีการ์ตูนเพียง 3 เรื่องเท่านั้น ที่เหมาะกับเด็กก่อนวัยเรียน ช่วงอายุ 3-6 ขวบ
“การ์ตูนบางเรื่องถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า สร้างนิสัยการใช้ความรุนแรงให้เด็กผู้ชาย จากการเลียนแบบฮีโร่ของพวกเขา ส่วนตัวการ์ตูนบางเรื่องมีการแต่งกายวาบหวิว ทำให้เด็กสนใจเรื่องเพศก่อนวัยอันควร รวมถึงการ์ตูนทางทีวีจากต่างประเทศ มีบทแปลภาพยนตร์คำพูดที่ไม่เหมาะสม กลายเป็นคำธรรมดา ที่เด็กสามารถพูดได้ ส่วนหนึ่งเพราะจำมาจากการ์ตูนนั่นเอง เมื่อการ์ตูนมีอิทธิพลต่อเด็กมาก แต่หากพิจารณาจากพัฒนาการ จะเห็นว่าเด็กยังไม่สามารถแยกแยะอะไรดี ไม่ดี ควรจดจำหรือไม่ จึงเป็นที่มาของการศึกษาการ์ตูนเด็ก ของมีเดียมอนิเตอร์” นายธาม เชื้อสถาปนาศิริ ผู้จัดการกลุ่มงานวิชาการ โครงการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อฯ กล่าว
สำหรับการศึกษานั้นใช้การบันทึกเทปออกอากาศตลอด 24 ชั่วโมงของฟรีทีวีทุกช่อง ในเดือนตุลาคม พ.ศ.2551 จากนั้นศึกษาเนื้อหารายการด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) โดยใช้ระเบียบวิธีศึกษาที่ออกแบบไว้ พร้อมทั้งศึกษาผ่านกิจกรรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการร่วมกับ 8 สถาบันการศึกษา และ 5 เครือข่ายด้านเด็ก จากนั้นจึงวิเคราะห์และสรุปผล
การ์ตูนที่ดีเป็นอย่างไร
คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ วิทยาลัยครูอุบลราชธานี ได้ศึกษาเมื่อ พ.ศ.2532 ถึงลักษณะการ์ตูนที่ดีว่าควรมีลักษณะสำคัญดังนี้
1) ส่งเสริมการค้นคว้า และความคิดที่เป็นที่เป็นวิทยาศาสตร์
2) การหลีกเลี่ยงเรื่องราวเกี่ยวกับอิทธิปาฏิหาริย์ วิญญาณ โชคลาง อันหาเหตุผลที่จะพิสูจน์ความจริงมิได้
3) เนื้อหาการ์ตูนควรมีลักษณะใฝ่สัมฤทธิ์ หมายถึง ตัวเอกของเรื่องมีชีวิตที่ต่อสู้อุปสรรคต่าง ๆ เพื่อความสำเร็จในบั้นปลายท้ายเรื่อง
4) มีเนื้อหาธำรงไว้ซึ่งคุณธรรม การนำเสนอในลักษณะนี้ ไม่ควรจะใช้วิธีการสอนโดยตรง เพราะจะทำให้น่าเบื่อ แต่ควรแทรกไว้ในพฤติกรรมของตัวละครต่าง ๆ ไม่ว่าจะตัวเอกหรือตัวร้าย
5) ส่งเสริมให้เป็นคนมีเมตตา ปราณี รักธรรมชาติ เคารพในสิทธิหน้าที่ของมนุษย์แต่ละคน
6) นำเสนอเรื่องที่เป็นจริง มิใช่เรื่องชวนฝัน
ยังมีข้อมูลบางส่วนจากนักวิชาการที่ศึกษาถึงความสำคัญและความทรงพลัง ของโทรทัศน์ และสื่อที่มีต่อพัฒนาการของเด็ก โดย ดร.ดิมิทรี คริสทาคิส นักวิจัยชาวสหรัฐอเมริกา ได้เผยแพร่ผลการวิจัยเรื่องนี้ในเว็บไซต์สถาบันวิจัยโรงพยาบาลเด็กซีแอตเติล (www.seattlechildrens.org) เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2549
จากการศึกษากับเด็กชาย 184 คน อายุประมาณ 2-5 ปีที่ดูโทรทัศน์รายการที่มีความรุนแรงวันละ 1 ชั่วโมง จะมีโอกาสการเป็นคนก้าวร้าวเพิ่มขึ้น 3 เท่า มากกว่าเด็กกลุ่มที่ไม่ดูรายการที่มีความรุนแรง แต่พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ปรากฏกับเพศหญิง
ดร.ดิมิทรี คริสทาคิส พบว่า ผู้ปกครองส่วนใหญ่ละเลยการดูเนื้อหารายการโทรทัศน์ว่ามีความเหมาะสมกับกลุ่ม อายุของเด็กหรือไม่ เด็กในช่วงนั้นไม่สามารถแยกแยะเรื่องที่เป็นแฟนตาซีออกจากความจริงได้ และจำเป็นต้องมีคนอธิบายให้ฟัง
ความรุนแรงในการ์ตูนสอนเด็กว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องสนุก โดยไม่ได้คิดถึงผลที่ตามมา ซึ่งต่างจากความเป็นจริงที่มีความเจ็บปวดเกิดขึ้นหลังจากโดนกระทำรุนแรง
• โครงเรื่องหลวม ลักษณะเด่นบนความด้อยของการ์ตูนไทย ผลจากการศึกษาในการ์ตูนทางฟรีทีวีไทย 35 เรื่อง พบว่ามีการวางโครงเรื่อง (Plot) จำแนกเป็น 8 ประเภท คือ การผจญภัย, เรื่องราวในโรงเรียน ชุมชน และสังคม, เรื่องราวในครอบครัว, เรื่องเกี่ยวกับการสืบสวนฆาตกรรม, นิยายปรัมปราและนิทานพื้นบ้านไทย, ต่อสู้, มุ่งเน้นให้ความรู้เฉพาะเรื่อง และประเภทสุดท้ายเรื่องราวชีวิตประจำวันของเด็ก
มีการตั้งข้อสังเกตว่าในการ์ตูนไทยนั้นจะให้ความสำคัญในการวางโครงเรื่อง น้อยมาก เห็นได้จากการ์ตูนบางเรื่องมักมีเนื้อหาไม่สอดคล้องกับแก่นเรื่อง (Theme) เช่น การ์ตูนประเภทจบในตอนจะมีการนำเสนอเนื้อหาแต่ละตอนไม่สัมพันธ์เชื่อมโยงกัน หรืออาจแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ถึงแม้จะใช้ตัวละครหลักชุดเดียวกันก็ตาม
นอกจากนี้ในการ์ตูนเรื่องยาวบางเรื่องยังให้ความสำคัญกับประเด็นปลีกย่อย มากกว่าการดำเนินเนื้อหาตามแก่นเรื่องที่วางไว้ เช่น การ์ตูนที่เกี่ยวกับวรรณคดีไทย จะให้ความสำคัญกับเรื่องความรัก เพศ มุขตลก มากกว่าเรื่องคุณงามความดีหรือความสามารถของตัวละครในวรรณคดี ซึ่งลักษณะเช่นนี้อาจกล่าวได้ว่า การ์ตูนไทยยังมีลักษณะของละครไทยอยู่นั่นเอง
หากมองตามหลักการ์ตูนที่ดี ด้านเนื้อหาการ์ตูนควรมีลักษณะใฝ่สัมฤทธิ์ จะพบว่าเป็นจุดเด่นของการ์ตูนญี่ปุ่น และการ์ตูนตะวันตกที่ตัวละครหลักมีความตั้งใจจะประสบความสำเร็จอย่างใดอย่าง หนึ่งให้ได้ แต่ในการ์ตูนไทยกลับไม่พบเลยตลอด 1 เดือนของการศึกษา
• ความรุนแรง อคติ เพศ ภาษา เป็นเรื่องธรรมดาในการ์ตูน ?
แม้จะได้ชื่อว่าเป็นสื่อสำหรับเด็ก แต่การ์ตูนก็มีเรื่องเพศแฝงอยู่เช่นกัน โดยถูกเสนอผ่านการแต่งตัวที่วาบหวิว เน้นสัดส่วนของผู้หญิง ทั้งยังมีลักษณะการพากย์ที่ส่อในทางเพศ ลามก สัปดน รวมถึงมีการตอกย้ำเรื่องภาพตัวแทนของเพศหญิง ชาย กับบทบาทหน้าที่ตายตัว ผ่านภาพที่นำเสนอซ้ำ ๆ ได้แก่
ความเป็นพ่อต้องสุขุม ใจเย็น
ขณะที่แม่จะเป็นพวกเจ้าระเบียบ จู้จี้ ขี้บ่น หรือหากเป็นเด็กหญิงจะขี้แย
ส่วนเด็กชายจะห้าว สนุกสนาน เกเร สิ่งสำคัญอีกประการที่แฝงอยู่ในการ์ตูนแทบทุกเรื่องก็คือ
ความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการใช้กำลัง การต่อสู้ด้วยอาวุธ อุปกรณ์ กระทั่งทำให้ได้รับบาดเจ็บจนถึงเสียชีวิต ซึ่งอาการบาดเจ็บนั้นแยกออกเป็นลักษณะการเจ็บจริง – เสียชีวิตจริง และบาดเจ็บแบบแฟนตาซี คือเจ็บแล้วหายได้ หรือถูกกระทำอย่างรุนแรงแต่ไม่ตาย หรือตายแล้วฟื้นในที่สุด โดยพบว่ามีการ์ตูนเรื่องเดียวที่ไม่มีความรุนแรง นั่นคือ ไอน์สไตน์จิ๋ว (ช่อง 7)
รศ.กุลวรา ชูพงศ์ไพโรจน์ อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์ สาขาวรรณกรรมสำหรับเด็ก มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร กล่าวว่า ความรุนแรงไม่ควรมีในการ์ตูน เพราะเป็นสื่อสำหรับเด็กซึ่งยังไม่มีวิจารณญาณในการรับชมที่ดีพอ และเป็นไปไม่ได้ที่ผู้ปกครองจะนั่งดูโทรทัศน์กับเด็กเป็นประจำ การ์ตูนจึงควรเป็นเรื่องเกี่ยวกับความงาม
เด็กควรเสพงานศิลป์เพื่อความอ่อนโยนของจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นการ์ตูนที่เป็นหนังสือหรือว่าโทรทัศน์ผู้ผลิตก็ต้องคำนึงถึง ด้านนี้
“หลานเคยถามว่า ที่การ์ตูนใช้พลังต่อสู้กัน หรือใช้อาวุธแทงฝ่ายตรงข้ามจนทะลุทำไมไม่ตาย แล้วถ้าทำตามแบบนั้นจะตายไหม หรืออยากกระโดดจากที่สูงๆ แล้วเหาะเหมือนการ์ตูนจะได้ไหม สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าความพร้อมของเด็กแต่ละช่วงอายุไม่เหมาะกับการรับชมความรุนแรง ไม่ได้ห้าม หรือต่อต้านการดูการ์ตูน แต่ทำอย่างไรให้เด็กได้ดูอย่างพอดี และได้ดูในสิ่งที่ดีพอ ผู้ปกครองต้องรอให้ฐานสติปัญญาของเด็กมั่นคงเสียก่อน ให้เจริญเติบโตพร้อมสิ่งดีๆ เมื่อถึงวัยที่สมควรก็สามารถดูทีวีได้” รศ.กุลวรา กล่าว
• มองเชิงบวก จะเห็นด้านดีนั้นมีอยู่ ใช่ว่าจะเห็นเฉพาะด้านลบเท่านั้น ผลการศึกษายังสะท้อนด้านดีทั้งการ์ตูนไทย – เทศ โดยเฉพาะการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ประเพณีของการ์ตูนไทยนั้นถือว่ามีความโดดเด่น ซึ่งหากมองในภาพรวม จะพบด้านดีของการ์ตูนอยู่หลายด้าน อาทิ การช่วยเหลือผู้อื่น, การเป็นคนมีมนุษยสัมพันธ์ดี มีมิตรภาพ, รักการเรียนรู้, มีน้ำใจ รู้จักแบ่งปัน, ขยันหมั่นเพียร, รักสิ่งแวดล้อม, มีความสามัคคี, มีความกล้าหาญ, รู้จักสำนึกผิด และยึดมั่นในความดี
นายอรุณฉัตร คุรุวาณิชย์ ประธานสภาเด็กและเยาวชนกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ไม่อยากให้มองว่าการ์ตูนมีด้านร้าย ความรุนแรงเสมอไป เพราะการ์ตูนดีๆ นั้นมีอยู่ และพฤติกรรมการเลียนแบบการ์ตูนที่เข้ามาในชีวิตของเด็กแต่ละคนนั้น สักวันหนึ่งจะหายไปตามวัยและวุฒิภาวะที่มากขึ้น และเชื่อว่าไม่มีใครที่จะเลียนแบบการ์ตูนเสมอไป
“ความรุนแรงในการ์ตูนที่เป็นแบบธรรมะชนะอธรรมนั้นก็มีด้านดี และแน่นอนคือทำให้เด็กเป็นคนดีมากกว่าคนไม่ดี เพราะใครๆ ก็อยากเป็นพระเอก” นายอรุณฉัตร กล่าว
• โมเดลการ์ตูนดี ทางออกที่ต้องคิดและทำร่วมกัน นายวัลลภ ตั้งคณานุรักษ์ กรรมการและเลขานุการมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก ให้ความเห็นว่า ควรหาโมเดลหรือชุดความรู้เกี่ยวกับการ์ตูนที่ดีมาเป็นแนวทางในการทำงานของผู้ผลิตการ์ตูน เพื่อตอบสนองความต้องการและการรับรู้ให้เหมาะสมกับเด็กในแต่ละช่วงวัยด้วย “การ์ตูนดีที่ดูแล้วพอใจคืออะไร อยากให้นำการ์ตูนที่บอกว่าดี หรือไม่ดีนั้นมาให้เด็กดูแล้วเปิดเวทีวิจารณ์ว่าเด็กต้องการอะไร
เราควรมีความกล้าในการแสดงความคิดเห็นในการออกอากาศของสถานีโทรทัศน์ นอกจากนี้สถานีโทรทัศน์ช่อง NBT สามารถส่งเสริมคนทำการ์ตูนด้วยการให้เวลาในการฉายฟรี เพราะเป็นช่องของรัฐ ซึ่งมาจากภาษีของประชาชน เพื่อเปิดช่องทางให้คนทำการ์ตูน ไม่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขของความเป็นธุรกิจ” นายวัลลภ กล่าว
ด้านแพทย์หญิงพรรณพิมล หล่อตระกูล นักจิตวิทยาเด็ก กล่าวว่า ผู้ผลิตการ์ตูนควรคำนึงถึงการรับรู้ของเด็กในแต่ละวัย เพราะจะทำให้แก่นเรื่องมีความชัดเจน อีกทั้งการสร้างความรู้ต้องสอดคล้องตรงกับประสบการณ์การเรียนรู้และวัยของ เด็ก เพราะความสนุกของเด็ก 3 ขวบ กับเด็ก 10 ขวบนั้นแตกต่างกัน
ขณะที่ข้อเสนอแนะจากวิทยากรตลอดจนผู้เข้าร่วมสัมมนายังเห็นว่า การ์ตูนที่จะนำมาออกอากาศ ควรมีการศึกษาข้อมูลและสำรวจผู้ชมก่อน เพื่อให้ตอบสนองความต้องการของผู้ชมได้อย่างเหมาะสม คำนึงถึงพัฒนาการด้านการเรียนรู้ของเด็ก ไม่ยัดเยียดเนื้อหาจนเกินไป
นอกจากนี้ ไม่ควรมีโฆษณาสินค้าที่เป็นอันตรายหรือจะต้องใช้วิจารณญาณในการเลือกซื้อ ปรากฏในรายการการ์ตูนเด็ก เช่น โฆษณาถุงยางอนามัย โฆษณาเรื่องไสยศาสตร์ เรื่องลี้ลับเหนือธรรมชาติ ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ รายการการ์ตูนจะต้องมีการกำหนดเรตติ้งที่ถูกต้องตรงกับเนื้อหาที่ออกอากาศ อย่างแท้จริงไม่ใช่มุ่งกำหนดเรตติ้งเพื่อผลประโยชน์ทางการตลาดเท่านั้น
ข้อมูลมาจาก การสัมมนาเชิงปฏิบัติการ“รายการการ์ตูนเด็กในฟรีทีวี (ช่อง 3, 5, 7, 9, NBT และ TPBS)” เมื่อวันที่ 7-8 มกราคม ที่ผ่านมา ณ โรงแรมสวนดุสิตเพลส มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต เพื่อร่วมศึกษาเนื้อหาและค่านิยมที่ปรากฏในรายการการ์ตูนเด็ก
โดยมีอาจารย์และนิสิต นักศึกษา 8 สถาบันการศึกษา ได้แก่ มหาวิทยาลัยนเรศวร, มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต, มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่,มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี, มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, มหาวิทยาลัยราชภัฎจันทรเกษม และมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต นอกจากนี้มีเครือข่ายองค์กรด้านเด็กอีก 5 องค์กร คือ กลุ่มระบัดใบ จังหวัดระนอง, โครงการบริโภคสร้างสรรค์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี, กลุ่มไม้ขีดไฟ จังหวัดนครราชสีมา, เครือข่ายเด็กและเยาวชน จังหวัดบุรีรัมย์ และศูนย์ประสานงานสำนักข่าวเด็ก จังหวัดพะเยา
โครงการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อเพื่อสุขภาวะของสังคม (Media Monitor)
เลขที่ 31 อาคารพญาไท ชั้น 5 ห้อง 517-518 ถนนพญาไท
เขตราชเทวี กทม. 10400 โทรศัพท์ 02-246-7440,
โทรสาร 02-246-7441 website: www.mediamonitor. in.th
e-mail: mediamonitorth@ gmail.com
วันอังคาร, มกราคม 06, 2552
ทุกคำถาม มีที่มา
คำถามสร้างอนาคตได้
คำถามเป็นเข็มทิศให้เราแสวงหาคำตอบ
คำถามสำคัญอย่าง เราจะพ้นทุกข์ได้อย่างไร ได้นำให้ เจ้าชายสิทธัตถะ แสวงหาคำตอบจนบรรลุเป้าหมาย และ แสดงธรรมสั่งสอนต่อพวกเราได้ผ่านกาลเวลา
คำถาม สร้างสรรค์ชีวิตและสังคมได้
เราจะตั้งคำถามอะไร และมีชีวิตอยู่กับคำถามเช่นไร
................................
วันก่อน ได้นั่งชมรายการโทรทัศน์ เป็นการสัมภาษณ์คนในรัฐบาลเรื่องเกี่ยวกับการบริหารบ้านเมือง
ผู้ีู่้ดำเนินรายการถาม แขกรับเชิญว่า "ประเทศไหนๆ ระบบใดๆ ก็มีการคอร์รัปชั่นด้วยกันทั้งสิ้น แล้วมันจะเป็นไปได้หรือที่เราจะกำจัดการคอร์รัปชั่นให้หมดสิ้นไป?"
........
เรานั่งนิ่งอยู่กับคำถามของผู้ดำเนินรายการคนนี้ ไม่ใช่เพื่อพยายามหาคำตอบให้ แต่เพื่อเข้าใจมูลเหตุของการถามคำถามนี้
ผู้ดำเนินรายการดูเหมือนจะมีสมมติฐานในใจอยู่แล้วว่า การคอร์รัปชั่นไม่อาจแก้ไขได้ เป็นไปได้ยากด้วยซ้ำที่ใคร รัฐบาลชุดใดจะทำอะไรกับความชั่วร้ายฝังลึกนี้ได้
ถ้าผู้ดำเนินรายการนั้น ๆ มีสมมติฐานอย่างว่าจริง ๆ คำถามของเราคือ แล้วจะถามเพื่อให้ได้อะไรขึ้นมาจ๊ะ ก็ถ้ามันเป็นไปไม่ได้ ก็ไม่ต้องถาม ไม่ต้องคิด ไม่ต้องทำอะไร
หลายครั้งเราขาดการสำรวจคำถามของตนเอง ว่ามาจากพื้นความคิดอะไร เป้าหมายของการถามเป็นไปเพื่ออะไร เจตนาในการถามคืออะไร เมื่อขาดการใคร่ครวญต่อคำถามของตนเอง เราจึงมีอาการถามแบบอัตโนมัติ แบบละเมอ ๆ ซึ่งอาการอย่างนี้ เป็นอาการระบาดของคนปัจจุบันที่ขาดโอกาสและเวลาในการนิ่งเงียบ ใคร่ครวญ ไม่มีช่องว่างทางความคิด จึงไม่สามารถเห็นความคิด คำถามอะไรใหม่ๆ ได้ จึงต้องเอาของเก่ามาผลิตซ้ำ เปิดเทปม้วนเก่าไปมา
คำถามที่ย่ำซ้ำรอยเกวียนที่เราต่างเดินมาแล้วกับโลกทัศน์เดิม ๆ กระบวนทัศน์เดิมๆ จึงไม่อาจก่อให้เกิดดอกผลอะไร ซ้ำยังพาลให้หมดหวังไปเสียอีก
.....
เราจึงมีคำถามชวนกันคิดต่อว่า
หากเรารู้อยู่ว่า ปัญหาคอร์รัปชั่นเป็นปัญหาดึกดำบรรพ์ แก้ไขยากและซับซ้อนเหลือเกิน
และ่เราก็ตระหนักว่า ปัญหานี้สมควรได้รับการแก้ไข บรรเทา เยียวยา
เราจะถามคำถามอะไร ที่ให้ทุกคนตระหนักรู้และเห็นว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา และน่าจะหาทางออกร่วมกัน เพื่อให้เกิดแนวทางที่เป็นไปได้
คำถามอะไรที่จะชวนให้คนเห็นความหวังและเกิดแรงบันดาลใจที่จะช่วยกันแก้ปัญหานี้
คำถามอะไรที่จะก่อให้เกิดพลังสร้างสรรค์ต่อสังคม
การปฏิบัติเพื่อความสมบูรณ์ของชีวิต (Integral Life Practice)
การปฏิบัติเพื่อความสมบูรณ์ของชีวิต (Integral Life Practice)
เสาร์ที่ 17 มกราคม 2552 เวลา 07.00-12.00น.
สวนหลวง ร.9 บริเวณศาลาริมตระพังแก้ว ข้างสวนเชิงผา
ไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมกิจกรรม
จัดโดย เอ๋ ดร. พงษธร ตันติฤทธิ์ศักดิ์ หนึ่งในผู้สนใจสร้างชุมชนแห่งการปฏิบัติใหม่ โดยใช้ชื่อว่า SILP หรือ Sangha of Integral Life Practice ซึ่งอาจารย์หนุ่มคนนี้ได้รับแรงบันดาลใจจาก กูรุ เคน วิลเบอร์ นักปรัชญา นักจิตวิทยา และนักทฤษฎีคนสำคัญของโลก ผู้พัฒนาทฤษฎีบูรณาการ
“กลุ่ม SILP ก่อตั้งขึ้นเพื่อตอบโจทย์ของยุคสมัยปัจจุบันที่คนแยกขาดจากการปฏิบัติ แม้ปฏิบัติก็แยกขาดจากชีวิต ชีวิตที่มีอยู่ก็แยกขาดจากผู้คน” อาจารย์เอ๋กล่าว
“ชีวิตโดยตัวมันเองแล้วมีอิสรภาพและความเต็ม (Freedom & Fullness) เพียงแต่ยุคสมัยพาเราหลงลืมมันไปเท่านั้น การปฏิบัติของ SILP จึงเป็นการคืนกลับสู่อิสรภาพและความเต็ม อันมีอยู่แล้วในตัวเราทุกคน”
อาจารย์เอ๋ เชิญชวนให้เรามาร่วมกันปฏิบัติโดยถือหลัก 3C คือ
Commitment --- ใจของผู้เข้าร่วม มีความมุ่งมั่นเอาจริงกับการปฏิบัติ
Continuity --- การปฏิบัติมีความต่อเนื่อง ทำซ้ำ และสม่ำเสมอ
Community --- กัลยาณมิตรที่ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันในหนทางแห่งการปฏิบัติ
กำหนดการ
07.00-08.00 Check-in และแนะนำการปฏิบัติเพื่อความสมบูรณ์ของชีวิต (ILP)
08.00-09.00 Body Module
09.00-09.15 พัก
09.15-10.00 Spirit Module
10.00-10.45 Shadow Module
10.45-11.45 Open Dialogue (Mind & Relationship Module)
11.45-12.00 Check-out และอุทิศส่วนกุศล
การเตรียมตัว:
1. สวมเสื้อ กางเกง และรองเท้าที่สบายและสามารถออกกำลังกายได้ เช่น วิ่งจ๊อกกี่ ชี่กง โยคะ
2. ถ้ามีเสื่อ หรือเสื่อโยคะ ให้นำมาด้วย
3. ขวดน้ำดื่ม (บริเวณนัดพบมีร้านขายน้ำและขนมด้วยเช่นกัน)