วันศุกร์, พฤษภาคม 26, 2549

สุนทรียสนทนา : คุยให้สุข เมื่อเราฟังอย่างลึกซึ้ง ภาคหนึ่ง

สุนทรียสนทนา : คุยให้สุข เมื่อเราฟังอย่างลึกซึ้ง
......ภาคหนึ่ง สุขภาพองค์รวมและวิทยาศาสตร์ใหม่

“สุนทรียสนทนา”

คำๆ นี้คงเป็นคำที่คุ้นชินหูเราหลายๆ คนที่เข้าร่วมกิจกรรม "ผ่อนพักตระหนักรู้และสุนทรียสนทนา" ของโครงการพี่อุ๊เป็นอย่างดี

อากาศ กลิ่นหญ้า อุณหภูมิหนาวๆ บวกกับเสียกีต้าร์พริ้วๆ ของอาจารย์คงไม่ทำให้พวกเราลืมการเดินทางครั้งนั้นได้ง่ายนัก

หากถามว่า "สุนทรียสนทนา" คืออะไร อยากจะให้เราหลายๆ คนที่เข้าร่วมกิจกรรมช่วยกันเติมความหมายของมันให้เต็ม

ในทัศนะของนิ้งคิดว่า สุนทรียสนทนาคือการพูดคุยที่ทำให้เกิดสุข การพูดคุยที่ไม่ตัดสิน การพูดคุยเพื่อการพูดคุย ไม่เป็นอะไรไปมากกว่านั้น

การเดินทางครั้งนั้นเราได้เดินทางกันโดยทางเครื่องบิน จำได้ว่าเช้าวันนั้นหมอกลงจัด เครื่องไม่ได้ฤกษ์ขึ้นเสียที ทำเอาหลายคนหาของกินกันจนท้องอิ่ม (แต่เครื่องก็ยังไม่ขึ้น) พี่จ๋านอนหลับแบบกดปุ่มสั่งได้ตลอดการเดินทางจนหลายคนอเมซิ่ง เราเลยไปถึงจุดมุ่งหมายช้ากว่าที่กำหนดไว้

ไปถึงก็ได้เจอวิทยาการหน้าตาแจ่มใส ได้แก่ พี่ณัฐฬส พี่น้อง และ อาจารย์ผู้ดีดกีต้าร์ได้ไพเราะเพราะพริ้ง (หากตกหล่นชื่อใครไปขออภัย ไม่ได้เป็นเพราะลืม แต่ลืมชื่อ) นั่งๆ นอนๆ เอกเขนกรอที่ได้ต้นไม้ ^^

เราทำกิจกรรมเริ่มต้นรู้จักทักทายของพี่น้องที่กำหนดให้เราหลับตาเดิน และพูดคุยกับคนที่เราเจอเมื่อลืมตา


ภาพแฉ 1 : พี่โก๋จีบน้องไมโลใหญ่เลย

หลังจากนั้นเราก็เข้าไปคุยกับคุณหมอวิธาน ฐานะวุฑฒ์ เรื่อง สุขภาพองค์รวมและวิทยาศาสตร์แบบใหม่กัน

คุณหมอเล่าว่าแต่ก่อน คุณหมอเป็นหมอกระแสหลักมัก มองอะไรแบบแยกส่วน หมอก็ทำหน้าที่หมอ คนไข้ก็ทำหน้าที่คนไข้ แต่เมื่อได้มาสนใจมุมมองของวิทยาศาสตร์และสุขภาพแบบกระบวนทัศน์ใหม่ พบมุมมองแบบ bird’s eyes view มากขึ้น ทำให้เห็นว่าเรื่องของสุขภาพไม่ใช่แค่เรื่องของ "หมอ" กับ "คนไข้" เท่านั้น แต่ผูกพันธ์อย่างยิ่งกับ "จิตใจ" และ "ความสัมพันธ์ของมนุษย์"

คุณหมอยกตัวอย่างงานวิจัยแห่งหนึ่งที่พบว่า คนไข้โรคหัวใจขาดเลือดที่ผ่าตัด 30%-40% อาการจะแย่ลงจนต้องกลับมาผ่าตัดใหม่ คุณหมอจากงานนี้ได้ลองปรับเปลี่ยนวิธีคิดในการดูแลคนไข้ใหม่ นอกจากเรื่องอาหาร การออกกำลังกายแล้ว แต่ต้องยังดูแลในเรื่องสุขภาพใจ มุมมองต่อโลก และดูแลอารมณ์ที่ไม่เหมาะสมด้วย

คุณหมอคนนี้พบว่าคนไข้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

ฉะนั้นเราต้องมองสุขภาพองค์รวมแบบใหม่ที่เชื่อมโยงกับส่วนต่างๆ มากขึ้น

"สุนทรียสนทนา" เป็นหนึ่งในกระบวนการที่ดูแลสุขภาพของเราด้วย เนื่องจากเกี่ยวพันกับ "จิตใจ" และ "ความสัมพันธ์ของมนุษย์"

คุณหมอบอกว่า สุนทรียสนทนาเป็นการสื่อสารที่ไม่ใช่มีเพื่อทำความเข้าใจ แต่สื่อสารเพื่อการเรียนรู้และเปิดโอกาสให้ตัวเราเองลองมองโลกแบบใหม่ได้กว้างขึ้น ปลอดโปร่ง จนเกิดอาการ “ปิ้งแว้บ” หรือ "ญาณทัศนะ" ขึ้นในสมอง

เงื่อนไขง่ายๆ ใน "สุนทรียสนทนา" คือ การฟังกันและกันอย่างลึกซึ้ง, แขวนความคิดและการติดสินของเรา และไม่จำเป็นต้องมีข้อสรุป

"การฟังอย่างลึกซึ้ง" เป็นการเฝ้าดูความคิดของเรา ส่วน "การแขวนความคิดและการตัดสิน" เป็นการเปิดโอกาสให้เรามองโลกแบบใหม่ และลดภาวะอารมณ์โกรธจาก "ความไม่เห็นด้วย" ซึ่งเป็นอารมณ์ลบของเราลง และ "ไม่จำเป็นต้องมีข้อสรุป" คือ ปล่อยให้แต่ละคนได้ตรึกตรองเอง แต่หากในการประชุมที่จำเป็นต้องมีข้อสรุป การใช้สุนทรียสนทนาคือการทอดเวลาให้คนได้พูดคุยกันอย่างลึกซึ้ง เปิดโอกาสให้ทางเลือกใหม่ๆ ได้เข้ามา

คุณสมพล ผู้บริหารจาก ARROW ได้เข้าร่วมการพูดคุยด้วย แลกเปลี่ยนในแง่องค์กรทางธุรกิจที่ได้รับการฝึกใน "สุนทรียสนทนา" อย่างน่าสนใจว่า

"dialogue เป็นสิ่งที่ฝืนความเคยชินเดิมของเรามาก เดิมการประชุมคือการเข้าประเด็นถกเถียงกัน หลังจากการฝึกครั้งนี้ เราเริ่มรู้ว่าเราจะพูดคุยสัมพันธ์กันอย่างไร ก่อนเข้าประเด็นเรื่องงานเราก็จะให้เวลาฟังเรื่องราวของกันและกันซึ่งอาจเป็นเรื่องส่วนตัวเล็กๆ น้อยๆ หรือเหตุการณ์ต่างๆ ที่อยากจะพูดถึง การเริ่มต้นแบบนี้เป็นการเปิดทางให้การรับฟังต่างๆ ระหว่างการประชุมดีขึ้น โดยเฉพาะคนที่เป็นหัวหน้าที่มีธรรมชาติไม่ค่อยฟังใคร ใช้อำนาจแทรกแซง สรุปเร็ว ทำให้เราเตือนตัวเองให้ช้าๆ เพื่อเปิดทางให้คนอื่น

ส่วนในกรณีที่เราต้องสัมพันธ์กับคนที่ยังไม่ได้ผ่านการเรียนรู้วิธีการนี้ ก็ควรปล่อยวางก่อน ในที่นี้มิได้หมายถึงปล่อยหรือทิ้ง แต่เราจะจัดการคนอื่นได้มากขึ้นเมื่อเราจัดการตัวเราเองก่อน และเฝ้าสังเกตดูด้วยความเข้าใจรับฟัง ซึ่งก็อาจจะมีจังหวะโอกาสดีๆ ที่เราจะพูดหรือทำสิ่งใดให้บ้างเล็กน้อย สถานการณ์ก็อาจเปลี่ยนไปได้"

หมดไปหนึ่งสำหรับการฟังความรู้จากคุณหมอ อิ่มสมองจนคลื่นแอลฟากระจายเต็มบรรยากาศ เหล่าเราก็กินข้าวกันให้อิ่มท้อง

จบตอนที่หนึ่งด้วยรูปภาพบรรยากาศจากเชียงรายให้ได้อมยิ้มกัน

ภาพแฉ 2 : รุมตักกันใหญ่ ไม่เหลือที่ให้อาจารย์เลยนะ (งอน)

............................................................................................................................

วันศุกร์, พฤษภาคม 19, 2549

เก็บตกจากเสวนา "สื่อสร้างสรรค์ สร้างสุข สู่สังคมวิวัฒน์"

วันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา สื่อสร้างสรรค์นำโดยคุณพี่อุ๊ได้จัดเสวนา ณ ห้องสมุดแสงอรุณในหัวข้อ

“สื่อสร้างสรรค์ สร้างสุข สู่สังคมวิวัฒน์”

เริ่มช่วงเช้าด้วยการทำหนังสือทำมือกับพี่นุ้ย YIY

เข้มข้นช่วงบ่ายกับการเสวนา

นำการเสวนา พี่อุ๊ กรรณจริยา สุขรุ่ง

ร่วมพูดคุยกับวิทยากร พี่แวว ณาตยา แวววีรคุปต์ บรรณาธิการข่าวพิเศษ ช่อง 11 ผู้ประกาศข่าววิทยุ

รศ.ประภาภัทร นิยม
ผู้อำนวยการโรงเรียนรุ่งอรุณ

ฉัตรชัย เชื้อรามัญ ผู้อำนวยการกลุ่มตาสับปะรดสำนักข่าวเด็กและเยาวชน

อลงกรณ์ ปริวุฒิพงศ์ อดีตผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ หน้า Outlook ผู้ติดตามและนำเสนอข่าวสารด้านการปฏิรูปสื่อและสื่อสารวัฒนธรรม อาจารย์พิเศษด้านสื่อสารมวลชน

พี่อุ๊บอกว่าการเสวนาครั้งนี้ไม่ใชแค่อิ่มใจ แต่อิ่มไปถึงสมอง จึงอยากแบ่งปันเนื้อหาการเสวนาร่วมกัน ดังนี้ค่ะ


- ข่าวดี ข่าวร้าย

ประเด็นแรกที่หยิบยกขึ้นมาพูดคือเรื่องข่าวดี-ข่าวร้ายในสังคมไทย อ.ประภาภัทร นิยม ตั้งข้อสังเกตว่าสื่อทุกวันนี้ดูมุ่งไปที่ข่าวร้าย ข่าวดีขายไม่ได้ ในโรงเรียนรุ่งอรุณจึงทำหนังสือพิมพ์เล็กๆ ในโรงเรียนชื่อว่า “ข่าวดีรอบรั้วรุ่งอรุณ” เพื่อปรับทัศนะในการรับสื่อและสื่อข่าวที่ดี

"สิ่งที่ข่าวดีรอบรั้วเสนอคือ เรื่องราวเกี่ยวกับคนภายในว่าเขาทำอะไรบ้างในแง่มุมที่ดี คนอื่นไม่รู้ เพราะคนอยู่กันหมู่มาก บางทีไม่รู้ว่าอีกมุมหนึ่งมีเรื่องดีๆ เราขยายเสียงออกไป กรณีหนึ่งคือ มีนักเรียนชั้นม.4 ได้ไปธรรมยาตราที่ภูหลง เขาก็ไปเผชิญชีวิตที่ลำบากแสนสาหัส อยู่ดอย มีกินบ้าง ไม่มีกินบ้าง ร้อนมาก เมื่อเขาผ่านพ้นมาได้ก็เรียนรู้หลายอย่าง เราไปสัมภาษณ์เขา สิ่งที่เกิดขึ้นตามมา คือเขาได้คิดร่วมกันว่าเขาอยากจะช่วยเด็กนักเรียนชาวเขา เขาจับกลุ่มทำเสื้อขาย ทำนู้นทำนี้ เพื่อหาเงินส่งไปให้เด็กเรียนต่อตอนนี้ช่วยน้องได้ 6 คน 3 ปีแล้ว อาจารย์คิดว่าการไปสัมภาษณ์เป็นการช่วยทบทวนเขาว่าสิ่งที่ได้เรียนรู้มาคืออะไร ทำให้เขาได้คิดว่าเขาจะทำอะไรได้เพื่อคนอื่น ฉะนั้นกระบวนการสื่อ เปิดโอกาสให้คนได้ถ่ายทอดและทบทวนสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ "

พี่อุ๊ ได้หยิบยกการสำรวจความเห็นเรื่องข่าวดี-ข่าวร้ายขึ้นมาเป็นข้อมูล จากการสำรวจว่าอะไรคือข่าวดี อะไรคือข่าวร้าย ข่าวดีหรือข่าวร้ายมีผลกระทบอะไรกับชีวิตเขาบ้าง ข่าวสารอะไรบ้างที่ต้องการให้มีมากขึ้น พบว่าข่าวดีในรอบปีคือ ข่าวที่คนไทยร่วมมือร่วมใจกันช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามิ อย่างที่สองคือความพยายามสร้างสันติสุขในภาคใต้ ส่วนข่าวร้าย เช่น ข่าวทำร้ายร่างกายในภาคใต้ คอรัปชั่น แต่ในแง่ผลกระทบแล้ว คนมองผลกระทบของตัวเองเป็นหลัก แต่ไม่เห็นผลเชิงโครงสร้าง เช่น นโยบายหรือคอรัปชั่น ส่วนข้อเสนอว่าต้องการสื่อแบบไหน เขาอยากให้สื่อเสนอเรื่องที่ดีๆ อ่านแล้วมีความสุข


พี่แวว แลกเปลี่ยนในประเด็นนี้ว่า หากดูใน Mass media ก็ต้องยอมรับว่าข่าวร้ายขายได้เป็นความจริง เพราะทฤษฎีการเป็นข่าวคือต้องเป็นเรื่องที่ "หวาดเสียว แปลก ไม่เคยพบเห็น" พูดถึงประเด็นนี้ทีไรต้อง วกกลับมาที่คำพูดอมตะที่ว่า "สื่อเป็นตะเกียงหรือกระจกสะท้อนสังคม?" จะด้านไหนสื่อก็ลำบากใจ เพราะทำหน้าที่แค่เป็นกระจกก็ดูไม่เพียงพอ เป็นตะเกียงส่องนำไปก็ถูกตั้งคำถามว่าชี้นำ แต่หน้าที่ของสื่ออีกอย่าง นอกจากเป็นตะเกียงและกระจกแล้ว ต้องทำหน้าที่หมาเฝ้าบ้านด้วย ต้องตามติด ตรวจสอบ มีประสบการณ์หนึ่งจากการทำงาน ITV ทำให้คิดว่าในข่าวร้ายที่ดูเลวร้าย แต่ ความจริงที่เลวร้าย ต้องถูก back up อีกมุมที่มีความสวยงาม เช่น การฆ่ากันตายรายวันในภาคใต้ เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ในการนำเสนอ แตสิ่งที่พบหลายครั้งคือคนไทยพุทธและมุสลิมให้กำลังใจกันและกันในการมีชีวิตอยู่ต่อไป เราก็นำเสนอมุมเหล่านี้เข้าไปด้วย


แต่ในขณะเดียวกัน ในเรื่องการนำเสนอเรื่องภาคใต้ การนำเสนอข่าวดีก็ถูกตั้งคำถามว่าเป็นการหลอกตัวเองหรือเปล่าเหมือนกัน เช่น เรื่องคนไทยพุทธกับไทยมุสลิมอยู่ด้วยกันได้เป็นความจริง แต่ในบางชุมชน เช่น ตันหยงลิมอ คนแตกแยกกันจากเหตุการณ์รุนแรงอย่างมาก จึงตั้งคำถามว่า “ข่าวดี” คืออะไร คืออะไรที่เราฟังแล้วนั่งยิ้ม หรือว่าเป็นข่าวที่สร้างคุณค่าได้ เช่น ข่าวทุจริตตามติดเรื่องคอรัปชั่น การค้าน FTA หรือที่คุณสนธิขึ้นเวทีพูด เอี้ยๆๆๆ แฉพฤติกรรมของทักษิณ ถือว่าเป็นข่าวดีหรือร้าย


ด้าน พี่หนุ่ม อลงกรณ์ ปริวุฒิพงศ์ มองมุมกลับว่า ข่าวเลวอาจจะสร้างสุขให้เราก็ได้เหมือนกัน เช่น มันทำให้เราจะได้รู้ว่าคนอื่นเขามีความทุกข์อย่างไร จะแบ่งปันกันอย่างไรดี หรืออาจเห็นว่าเราโชคดีกว่าบางคนเขาทุกข์มาทั้งชีวิต เป็นต้น

การสื่อสารมีข้อจำกัดในเรื่อง "เวลา พื้นที่และโครงสร้าง" อยู่ ฉะนั้นการนำเสนอเชิงบวกจึงเป็นไปเรื่องลำบาก แต่ไม่ใช่เรื่องที่ทำไม่ได้ คนทำข่าวต้องใช้ศิลปะในการนำเสนอ พยายามสร้างคุณค่า ในเวลาและพื้นที่อันจำกัด อยู่ในโครงสร้างที่เป็นไปตามบรรณาธิการและนโยบายองค์กร

"ผมคิดว่าสื่อก็เหมือนกับคนที่มีหน้าที่หลายๆ แบบ บางทีก็ชี้ประเด็น สอนบ้าง บันเทิงบ้าง คงจะคาดหวังอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ บวกอย่างเดียวไม่ได้ ทำไมสื่อถึงไม่มองในแง่บวกล่ะ เพราะมันมีแง่อื่นที่ต้องมองด้วย ไม่ใช่มองเพียงแง่เดียว มันจะไม่เห็นภาพรวม ถ้าสื่อมีพื้นที่มากในการให้สมดุลย์ข้อมูล ผมคิดว่าสังคมเราต้องการข้อมูลที่ทำให้เกิดวุฒิภาวะและตัดสินได้ มากกว่าข้อมูลทางเดียว"


- สื่อกับทุน

พี่ไข่ หรือ ฉัตรชัย เชื้อรามัญ จากขบวนการตาสัปปะรด กลุ่มคนทำสื่อที่ใช้กำลังใจ กำลังคน มากกว่ากำลังเงิน ให้ความเห็นว่า สื่อปัจจุบันนี้ต้องพึ่งพาทุน ทำให้ไม่มีความอิสระในการจะทำงาน สื่ออยู่กับทุน นายทุนต้องการเงิน ฉะนั้นอย่างน้อยต้องเท่าทุน บก.ต้องตอบสนองทุนให้ได้ ฉะนั้นพี่ไข่จึงเลือกทำอีกขั้ว สื่อที่ไม่จำเป็นต้องมีเงิน แต่มีใจและมีคน

“ผมไม่สนใจใคร สื่อกันเอง ใช้ทุนใคร ใช้ทุนจากคนที่เราเจอ เด็กที่มีเงิน 30 บาท เขาอยากทำรายการทีวี จะทำเรื่องไหว้พระ 9 วัด 9 วัน ก็ทำได้เลยเพราะรู้สึกว่าเขาเป็นอิสระ ผมรู้สึกว่ามันเป็นความงาม ถ้าเป็นผู้ใหญ่ก็จะถามนู้นนี่ เราอยากทำก็ทำ มันเป็นความงาม แต่เราปล่อยให้ความงามเหล่านี้อยู่ในมือของรัฐหมดเลย ของสื่อหมดเลย ทั้งๆ ที่ความงามมันเป็นของเรา มันเป็นความเชื่อของผมที่ทดลองมา 10 กว่าปี แต่สิ่งที่ผมทำผมก็คิดว่ามันไม่ใช่คำตอบนะ ผมคิดว่าเราจะหาจุดตรงกลางได้ ก็ต่อเมื่อเห็นซ้ายสุดโต่ง ขวาสุดขอบ สิ่งที่ผมทำคือทำอีกขั้วให้เห็นว่ามันทำได้ ตรงกลางคืออะไรมาร่วมกันหา”

นอกจากนี้เราในฐานะผู้บริโภคทำอะไรได้บ้าง พี่ไข่เชื่อว่าคนธรรมดาอย่างเราๆ นี่แหละเป็นคนส่งสารเอง ได้ ตอนนี้เริ่มเห็นแนวโน้มที่ชัดขึ้น เช่น ตอนนี้ประชาชนสามารถใช้โทรศัพท์มือถือส่งสื่อได้ หนังสือพิมพ์เริ่มเปิดคอลัมน์ให้ประชาชน สิ่งนี้เป็นการเปลี่ยนความเชื่อผู้บริโภคว่าเราเองมีสิทธิ ข้อสองที่ต้องช่วยกันในเรื่องทักษะและเทคโนโลยีการสื่อสารให้ประชาชนเข้าถึง ประชาชนไม่จำเป็นต้องมีใบผู้ประกาศจัดรายการวิทยุแต่สามารถจัดได้เลย ไม่ต้องรอเรียกร้องสื่อ อยากสื่อสารเรื่องดีๆ ก็ทำได้เลย


ด้าน อ. ประภาภัทร นิยม ให้ความเห็นว่า ในบางครั้งเราก็หลงติดกับประเด็นสื่อมวลชนปัจจุบันมากเกินไป จนคิดว่าเราไม่มีทางเลือก ให้ลองกลับมามองพื้นฐานของตัวเอง จะพบว่าเรามีพื้นฐานการสื่อสารเองอยู่แล้ว แต่กระแสของสื่อมันครอบงำมาก ทำให้คนลืมว่ามีทักษะพื้นฐานในการสื่อสาร ทำให้สื่อกันกระทอนกระแท่น ไม่สมบูรณ์ ต้องรอให้คนอื่นมาสื่อให้ ลองสังเกตง่ายๆ คือเด็กรุ่นนี้จะสื่อสารค่อนข้างกันฉาบฉวย ให้พูดอะไรเป็นเรื่องเป็นราวต้องตั้งคำถามกับเขาเยอะ คิดว่าสถาบันการศึกษาควรจะมาจับประเด็นนิ้ให้แน่นๆ แล้วการรู้เท่าทันสื่อจะมาเอง


พี่หนุ่ม อลงกรณ์
สรุปการพูดคุยเสวนาครั้งนี้ไว้เป็นสองประเด็นว่า

ประเด็นแรก ตอนนี้เรากำลังชั่งน้ำหนักว่าจะพึ่งใครดี สื่อกระแสหลัก สื่อกระแสรอง หรือตัวเอง หรือว่า กสช.ที่ไม่รู้จะเกิดไหมดี ไม่อยากให้มองในเชิงสิ้นหวังซะทีเดียว เพราะเห็นการทำงานของแต่ละส่วนต่างหนุนเสริมกันและกัน การทำงานของของคุณฉัตรชัย กลุ่มเด็กๆ ที่ขึ้นมาพูดเรียกร้องสิ่งที่ต้องการ กลุ่มอาจารย์ที่เป็นการศึกษาทางเลือก กลุ่มนักข่าวที่มีจิตสำนัก ในภาพใหญ่จะทำอย่างไรให้ network มันชัด เข้มแข็งขึ้น อยู่รอดเพื่อแย่งชิงพื้นที่

ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้มันเชื่อมกัน ทุกวันนี้มีสื่อใหม่ๆ เข้ามาแทนที่สื่อหลายอย่าง ในขณะที่สื่อเก่าๆ ก็ถูกดึงกลับมา เช่น งิ้ว กลายเป็นพื้นที่ในการพูดประเด็นการเมือง มีการใช้อินเตอร์เนต มือถือ ซึ่งความโยงใยระหว่างสื่อทางเลือกกับสื่อกระแสหลักนั้นแยกกันไม่ออก ฉะนั้นไม่จำเป็นต้องแยกว่าสื่ออะไรทำส่วนไหน ถ้าเรารู้ว่าพันธะกิจของตัวเองคืออะไร พยายามตอบโจทย์มันให้ดี แล้วสื่อต่างๆ จะเอื้อกันและกัน เช่น สิ่งที่คุณฉัตรชัยทำสื่อโดยไม่ต้องพึ่งสื่อกระแสหลัก เรื่องของตาสัปปะรดก็ถูกนำเสนอสู่สื่อกระแสหลัก มันมีลักษณะของโมเมมตัมที่ต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ อย่างกรณีภาคใต้ก็ถูกหยิบมาพูดในรายการ แล้วก็เอาไปพูดต่อในอินเตอร์เนต บางกรณีเองก็หยิบเรื่องจากเวบบอร์ดไปพูดในสื่อกระแสหลัก ฉะนั้นผมคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องเป็นนักสื่อสารก็ได้ แต่เป็นคนที่สื่อสารเป็น

อีกประเด็นคือ ความจริงในสังคมนั้นมีหลายเฉด ซึ่งอาจจะดูขัดแย้ง ความจริงน่าจะมีชุดเดียว แต่ในสังคม ความจริงไม่ใช่สัจจะ แต่เป็นชุดความจริง สื่อก็หยิบชุดหนึ่งขึ้นมา การศึกษาก็เอาชุดความจริงเหล่านี้มาพูด ทำอย่างไรให้เราแกะรหัสให้ออก คือเท่าทันมัน

วิธีการมีหลายอย่าง สิ่งที่ตาสัปปะรดทำชัดเจนมาก คือ ลองทำเลย แล้วเราจะเห็นว่าในเรื่องเดียวกัน ทำไมสื่อกระแสหลักพูดไม่เหมือนกัน ในขณะเดียวกันระบบการศึกษาต้องช่วยดึงเอาบริบทเหล่านี้มาอภิปราย ผมคิดว่ารุ่งอรุณทำได้ดี คือให้เด็กเริ่มตั้งข้อสังเกต เรื่องเหล่านี้มันน่าจะมีการคุยกันในบ้านว่าสิ่งที่สื่อนำเสนอมันมีซีรี่ มีหลายโทนความจริง เลือกว่าเฉดไหนเป็นของเรา ฉะนั้นคนควรได้รับการฝึกอบรมการมองสื่อ ผมไม่ได้บอกว่าเราต้องเข้าอบรมนิเทศศาสตร์ คนธรรมดาอย่างเราสามารถเข้าใจได้เรื่องสื่อ เรื่องทุน เรื่องการประกอบสร้าง เทคนิค และเรื่องนโยบายได้

ผมคิดว่าสิ่งที่เรากำลังทำคือ พยายามทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ แต่ถ้าเราไม่เริ่มก็จะไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “สังคมสาธารณะ” เกิดขึ้นได้ ผมคิดว่ามันเป็นไปได้ แต่กำลังพัฒนาการอยู่ เหมือนหลายร้อยปีก่อนเราไม่คิดว่าจะเลิกทาสได้ ผู้หญิงจะออกมาทำงานได้ รัฐบาลจะถูกล้มได้โดยประชาชนได้ ตอนนี้เราเห็นความกังวลร่วมกันว่า ถ้าปล่อยให้มันเป็นไปจะกลายว่าเราร่วมมือให้มันเกิดขึ้น ผมคิดว่าสังคมเหมือนระบบนิเวศ มีพลังกลุ่มเล็ก พลังกลุ่มใหญ่ ฉะนั้นเราต้องใช้เวลาเพื่อไปสู่สังคมที่เราหวังไว้

วันพฤหัสบดี, พฤษภาคม 04, 2549

ศิลป์... แสนสุข


เวลาใครเขาพูดถึงศิลปะ ใจเราก็ประหวัดไปถึง - ภาพสีน้ำมัน, ปูนปั้นต่ำๆ สูงๆ, Art Exhibition ขาวๆ สวยๆ, อาจารย์หนวดครึ้มผู้ตะหวัดปลายพู่กันอย่างมาดมั่น ฯลฯ


คงจะมีน้อยคนที่คิดว่าตัวเราเองก็สามารถเป็นนักสร้างศิลปะได้ ยิ่งคนทำสื่อที่วุ่นอยู่กับการสัมภาษณ์ ทำงานหน้าแป้นพิมพ์ (รวมทั้งหลังไมค์และหลังกล้อง)ทุกวันแล้ว พู่กัน เป็นสิ่งที่ห่างไกลชีวิตประจำวันจริงๆ

แต่จากกิจกรรมสื่อสร้างสรรค์ของพี่อุ๊ทำให้ฝันของหลายคนที่อยากวาดรูป(แต่คิดว่าแก่เกินจะวาดรูป)ได้เป็นจริง!

ชื่อเต็มๆ ของค่ายคราวนี้มีชื่อว่า "ศิลป์.. สร้าง.. สรรค์.. สุข" หรือ "Contemplative Arts for Happiness " แค่ฟังชื่อ บวกกับสถานที่พักพผ่อนอย่างชะอำแล้ว ทำให้พลพรรคสื่อสร้างสรรค์ไปกิจกรรมคราวนี้ล้นหลาม

อีกด้านวิทยากรหน้าใส วัยเด็ก (?) สองท่านก็มารออยู่ ได้แก่ ครูอั๋น จากอาศรมศิลป์ และ พี่นุ้ย ทำมือ จาก YIY

เนื่องจากเมื่อยเนื้อตัวจากการเดินทาง กิจกรรมเริ่มแรกจึงเป็น "ผ่อนพักตระหนักรู้" ซึ่งเป็นกิจกรรมคล้ายๆ "ซ่อนตาดำ" แต่ขลังกว่า เพราะเป็นการซ่อนตาดำเวอร์ชั่นมีเสียงนุ่มๆ ของครูอั๋นกล่อม ให้เราได้ผ่อนคลาย สบาย เผลอหลับไปหลายคน ฟี้ๆ~

หลับซักพักก็ได้ฤกษ์ตื่น พูดคุยทำความรู้จักชื่อ และเรียนรู้เรื่องดนตรีกับสุขภาวะทางจิตวิญญานผ่านกิจกรรมที่มีชื่อว่า “เสียงและท่วงทำนองภายใน”

ครูอั๋นบอกให้ทุกคนนอนลง ตะแคงตัวนอน จินตนาการถึงวัยเด็กของตัวเอง ทารกน้อยๆ ที่กำลังถูกขับกล่อมอยู่ ฮัมเพลงกล่อมนั้นเบาๆ

แล้วเสียงฮัมเล็กๆ มากมายก็ดังขึ้น

"ฮึม ฮึม... ฮึม"

จากนั้นเราก็ฮัมเพลงในวัยที่ที่โตขึ้น ฮัมเพลงที่อยากฮัมขึ้นมา เมื่อฮัมจนถึงเพลงปัจจุบัน ครูอั๋นก็บอกให้เราลุกขึ้น หลับตา และเดินฮัมไปทั่วห้อง

เสียงฮัมใหญ่ๆ เล็กๆ ดังฮัมๆ ไปทั่ว

ครูอั๋นบอกให้เราแลกเปลี่ยนเพลงฮัมให้กับเพื่อนที่เราเจอ เราฮัมให้เพื่อนฟัง เพื่อนฮัมให้เราฟัง แล้วเราก็ได้เพลงของเพื่อน เพื่อนก็ได้เพลงของเรา เพลงของเพื่อนกับเราไม่หายไปไหน แต่อยู่ในห้องนี้ อยู่ในคอของเรา

เราเปลี่ยนเพลงของเพื่อน ให้เพื่อนคนต่อไป จนครูอั๋นให้เราจับกลุ่มกัน แล้วฮัมเพลงของเพื่อน พร้อมกับฟังเพลงของเพื่อน จนเพลงของเราและเพลงของเพื่อนเป็นเพลงเดียวกัน
จากหลายกลุ่ม ครูอั๋นจับเราเป็นกลุ่มเดียวกันแล้วฟังและฮัมเพลงของกลุ่มย่อย ให้กลายเป็นเสียงฮัมของกลุ่มเดียว

"ฮึมมมมมมม ฮึมมมมมมมมมม ฮึมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม"
เสียงฮัมสุดท้ายหนึ่งเดียว จบลง

เรานั่งลงและเเลกเปลี่ยนได้ความคิดหลากหลาย

ทั้งการฮัมเพลงวัยเยาว์ที่ทำให้ความสดชื่นแจ่มใสกลับคืนมา แต่บางคนก็คิดถึงเพลงวัยเยาว์ไม่ออก

จนถึงเพลงปัจจุบันกับการฮัมเพลงแลกเปลี่ยน ที่บางคนฮัมเร็วจัง บางคนก็ช้ามากๆ ปรับยากเหลือเกิน แต่ก็กลายเป็นเสียงเดียวกันในตอนท้าย

การฮัมครั้งสุดท้ายนั้นยากที่สุดแต่ก็ทิ้งให้เกิดความคิดมากมาย ไม่ว่าจะลดเสียงของเราให้เสียงของเพื่อนนำ นำเสียงของเราขึ้นมา ฯลฯ

ครูอั๋นบอกว่านี่เป็นกระบวนการหนึ่งของดนตรีที่ดึงบทเพลงจากตัวเราออกมา รวมกัน เกิดเป็นบทเพลงใหม่ร่วมกัน

หลังจากการฮัมเพลงจากภายใน เราก็กินข้าวข้างนอกรับลมทะเลกัน อิ่มแล้วก็กลับเข้าห้องเรียนกับครูอั๋นต่อ

กิจกรรมต่อไปคือ การวาดสีน้ำ

หลายคนตื่นตา ตื่นใจ ตื่นเต้น แต่ครูอั๋นดันมีข้อจำกัดซะอย่างนั้น

ข้อบังคับแปลกๆ ได้แก่ บังคับให้ใช้สี 3 สี แดง เหลือง น้ำเงิน แต้มสีเป็นจุดๆ แบ่งสีเป็น 3 แถบ ห้ามทาสีปนกัน

โอ้โห! ข้อบังคับเยอะจริงๆ ทำไมทาสีน้ำต้องมีข้อห้ามเยอะอย่างนี้ แต่เนื่องจากเราเป็นคนว่านอนสอนง่าย เลยตั้งหน้าตั้งตาจิ้มสี ทาๆ กันไป


ตั้งหน้าตั้งตาแต้มสีกันน่าดู
เจ๊นุ้ยทำมือ
เสร็จสำเร็จหน้าตาประมาณนี้
....
หลังจากแต้มสีน้ำกันเสร็จ ก็ถึงเวลาเอามาโชว์กันให้ดู น่าเเปลกนะคะ ทั้งๆ ที่คำสั่งตายตัว ตั้งเงื่อนไขกันขนาดนั้น แต่การทาสีของแต่ละคนแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด
บางคนแต้มซ้าย แต้มเอียงๆ บางคนแต้มเล็กๆ ละเอียดๆ บางคนแต้มเป็นระเบียบ ช่องไฟห่างเท่ากัน บางคนแต้มไม่เท่ากัน ใหญ่ๆ เล็กๆ ช่องไฟไม่แน่นอน บางคนแต้มแล้วบอกว่าเหมือนปลากะตักจังเลย บางคนอยากได้สีรุ้งแต้มแล้วแต้มอีก ยิ่งสีเหลืองเนี่ยต้องเเต้มอีกสิบรอบเลย
เราเลยได้พบว่านิสัยการลงสีเชื่อมโยงกับนิสัยและความรู้สึกของเราไม่ก็ทางใดทางหนึ่ง

เอามาแลกเปลี่ยนกันหน่อย

กิจกรรมต่อไปคือทำหนังสือทำมือ แต่เนื่องจากตอนเย็นมีเสียงอืออึงรีเควสต์ "แดจังกึม" กิจกรรมเลยร่นขึ้นมาข้างหน้าให้ทำได้ทัน พี่นุ้ยจึงเตรียมวาดรูปสำหรับ "สมุดทำมือ" ไว้ก่อนกินข้าว

วาดง่าย เร็ว เยอะ ก็ต้องช่วยกันลงแขกด้วยสีน้ำมัน แบ่งออกเป็นสามกลุ่ม สามแผ่นโตๆ วาดรูปกันอย่างเมามันส์

กลุ่มแรก งามงดดอกไม้บาน

กลุ่มนี้ ปนๆ งงๆ กันไป แต่พออกมาแล้วสวยนะคะ อุๆ

ส่วนอันนี้ใสๆ หวานๆ น่ารักๆ

หลังจากวาดรูปกันสวยงาม ก็พากันไปปิ้งอาหารทะเลกินกัน เคี้ยวปลาหมึกไปดูแดจังกึมไป แงะหัวกุ้งไปกรี๊ดไป อุๆๆ ละครสนุก

หลังจากกินข้าวกันเสร็จ กิจกรรมก็ยังไม่จบ เป็นกิจกรรมที่รอคอยได้แก่ ทำ "สมุดทำมือ" นั่นเอง

ขั้นตอนนั้นถ้าอยากทำได้เองบ้างสงสัยต้องไปลงคอร์สเรียนกับพี่นุ้ยเอง (ซึ่งได้ยินมาว่าตอนนี้เปิดสอนที่ art4heart เป็นที่เรียบร้อย ถ้าอยากเรียนถามพี่อุ๊หรือพี่นุ้ย ได้เรียนแน่ๆ) เพราะละเอียดมากตั้งแต่ ฉีกกระดาษ เจาะกระดาษ ถักเชือกขึ้นซ้าย ไขว้ขวา กันให้งงงวย แต่พอทำเป็นแล้วไม่ยากๆ ต้องลอง

ทำเสร็จแล้วความปลาบปลื้มก็เอิบอาบซ่าบซ่านไปถึงหัวใจ อยากตะโกนดังๆว่า

"ฉันทำสมุดเองได้ด้วย!!" ^_^V

โชว์ค่ะ โชว์ ทำเสร็จแล้วเอามาตั้งเป็นปิรามิด สวยจังเลย


งามนะคะ ถึงตอนนี้ไม่รู้ทุกคนจดสมุดทำมือเล่มเล็กนี่ไปถึงไหนแล้ว นิ้งจดไปหน่อยเดียวเอง เย็นนี้จะไปจดเพิ่มค่ะ ^^

หลังจากทำสมุดทำมือกันเสร็จหลายคนเข้านอน ในขณะที่หลายคนคุยเรื่องเหตุบ้านการเมืองกันอย่างเมามัน

----------------------------------------------------------------------

เช้าวันใหม่ หลังจากบิดขี้เกียจ สลัดขี้หูขี้ตากันเรียบร้อย ก็เขาชั้นเรียนศิลปะกันต่อ

คราวนี้ครูอั๋นผู้น่ารักให้วาดสีน้ำมัน ว้าว! ตื่นเต้นจัง ไม่เคยวาดเอาซะเลย

แต่ยังค่ะ ยัง ครูอั๋นมีข้อแม้ก่อน คือ ให้เลือกสีที่ดึงดูดเราที่สุดจากจานสี หลับตา ทำใจให้ว่าง สบาย ใช้มือซ้ายจับพู่กัน ลากเส้นไปหนึ่งเส้นตามแต่ใจจะพาไป

หลังจากนั้นก็ลืมตา วาดรูปโดยไม่ต้องคิดว่ารูปที่ออกมาจะคืออะไร

ทุกคนเงียบและจดจ่อกับการลากเส้น และ สีในจานกระดาษ

สีมากมายถูกป่ายปัด จากสีหลายสีก็กลายเป็นภาพ หลายคน หลายภาพ หลากหลายให้เลือกชม

หลังจากวาดกันแล้ว ครูอั๋นก็แบ่งเราออกเป็นกลุ่ม แยกกันพิจารณาภาพของทุกคนในกลุ่มยกเว้นตัวเอง

ข้อพิจารณาภาพนั้นประมาณว่า (ไม่แน่ใจว่าจำได้หมดไหม สมองพื้นที่น้อยค่ะ)

- เห็นเส้น สี อะไรบ้างในภาพนั้น

- เส้นสีเหล่านั้นบอกอะไร

- เรารู้สึกอย่างไรกับภาพนั้นบ้าง

น่าแปลกว่าภาพที่ไม่ได้ตั้งใจวาดให้เป็นภาพ กลับเป็นภาพ แถมยังบ่งบอกอะไรหลายๆ อย่างเกี่ยวกับตัวเรา ตัวตน ความคิด สภาพจิตใจ ได้อย่างตรงไปตรงมา จนน่าฉงน

บางทีภาพกับใจของเราคงสื่อกัน


ภาพอันไหนของใคร จำได้ไหมเอ่ย

น่าแปลกใจจังว่าทำไมภาพออกมาเป็นภาพ ทั้งๆ ที่ไม่เคยเรียน ไม่เคยวาด ไม่เคยลอง แต่ภาพที่ออกมากลับสวย แปลก เราค้นหาความงามของมันจนพบ แม้จะไม่เข้าใจภาพนั้นทั้งหมดก็ตาม คงเป็นเพราะทุกคนมีความงามอยู่ในใจ

แกลลอรี่ภาพสีน้ำมันของคราวนี้ ทำเอาหลายคนกลับบ้านไปซื้อสี ซื้อชอล์ก ซื้อดินสอ มาฝึกปรือฝีมือกันหลายคน เช่น หนูนิ้ง พี่เเอม พี่ปิ่น

นอกจากนี้ยังได้ยินอีกว่าพี่โอ๋ ไปหัดทำสมุดทำมือกับพี่นุ้ยทำมือ จนวิทยายุทธแกร่งกล้า ทำเป็นของฝากให้เพื่อน ปรากฎว่าตอนนี้ลามปามกลายเป็นธุรกิจเอาเสียแล้ว ว้าวว~ ท่าทางจะเจริญรุ่งเรือง

ไม่รู้ว่าตอนนี้หลายคนที่กลับจากค่ายนี้ได้สัมผัสสีอีกรอบแล้วหรือยัง ถ้ายัง ลองอีกรอบกันนะคะ สนุกดี เหมือนได้ระบายสี ระบายความรู้สึก จิตใจลงไปในภาพ

แล้วว่างๆ เอารูปภาพมาแลกเปลี่ยนกันค่ะ ^^

วันพุธ, เมษายน 26, 2549

เรื่องเล่าจาก "บ้านดิน"

การได้เดินทางอีกครั้ง ทำให้เกิดสิ่งใหม่ๆเกิดกับเราเสมอ

ยิ่งไปค่ายผ่อนพักตระหนักรู้กับพี่อุ๊ด้วยแล้ว

ยิ่งรู้สึกว่าได้ซึมซับอะไรใหม่ๆและสดชื่นแจ่มใสทุกครั้งไป แม้ว่าครั้งนี้จะต่างจากทุกครั้ง เนื่องจากเป็นการผ่อนพักตระหนักรู้แบบถึกๆ แบกหิน ก้อนดิน ใช้แรงกันไม่ใช่น้อย แต่ก็ได้อีกอารมณ์หนึ่งที่หาไม่ได้ง่ายๆ เลย

ล้อหมุนจาก มสช. ในเย็นวันที่ 20 มุ่งหน้าไปวัดท่ามะไฟหวาน จ.ชัยภูมิ

จุดมุ่งหมายเพื่อสร้างกุฎิดินถวายวัด

ครั้งนี้พลพรรคสื่อสร้างสรรค์มีเพียง 10 กว่าคน แต่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพแห่งความถึก พ่วงสมาชิกใหม่มากมาย

ตั้งแต่ ไฟท์บังคับอย่าง พี่อุ๊ พี่น้ำเย็น และพี่จ๋าจิตวิวัฒน์

ไฟท์ต่อเนื่องอย่าง พี่ปิ่น แฟนคลับ ไปทุกค่าย ไปทุกครั้ง ไม่มีขาด และมุ่งมั่นมากๆ กับค่ายบ้านดินหนนี้ (เห็นบอกว่าตั้งแต่ดูกิจกรรมทั้งหมดของ Happy Media แล้ว ค่ายบ้านดินนี่แหละคือสิ่งที่พี่ปิ่นต้องการ! - แล้วผู้หญิงคนนี้ก็ทำให้เราเห็นจริงๆ ว่าเธอมีพลังเหลือล้นจริงๆ โฮะๆ)

ไฟท์ตามสะดวก ได้แก่ นิ้ง พี่แอม (health & cuisine)พี่หน่อย และ พี่อี้

ไฟท์น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์(?) ได้แก่

พี่เอก นักข่าวการเมืองหัวเห็ดจาก Post Today ที่เพิ่งลาออกจากบริษัทแล้วบึ่งมา มสช. แบบร้อนฉ่าเลยทีเดียว

พี่น้อย แฟนพี่เอก เอ๊ย! บ่จ๊าย สามีพี่น้ำเย็นคะ

เอ๋ นิสิตนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ภาควารสารสนเทศ เพื่อนรุ่นเดียวกับหนูนิ้ง(ชักชวนเพื่อนเข้าวงการ)

พี่ชัย ลูกศิษย์ อ.สุริชัย หวันแก้ว กำลังเรียนปริญญาเอกที่รัฐศาสตร์ จุฬาฯ รุ่นพี่มหาลัยเดียวกับหนูนิ้ง (ชักชวนพี่เข้าวงการแรงงานอีกเช่นกัน ฮี่ๆๆๆ)

และครอบครัวคุณเดช ซึ่งประกอบด้วย คุณเดช น้องฟาง(ลูกชายวัย 10 ขวบ) และน้องข้าว (ลูกสาว 7 ชวบ) พี่หน่อยส่งเข้าประกวด

และที่หลงลืมไม่ได้ เพราะถ้าลืม เราอาจจะหลง ได้แก่ พี่ไมค์ ภิรมย์พร คนขับรถมาดเท่ผู้มีหน้าตา ท่วงท่าหล่อเหลาเอาการคล้ายพี่ไมค์ (ไม่รู้ว่าน้ำเสียงด้วยหรือเปล่า) จนได้ชื่อใหม่ว่า "พี่ไมค์" แทนชื่อจริงไปเสียฉิบ

นับหัวแรงงานแล้วได้ 15 หัว

9 หัวเดินทางจากมสช. ไปวัดท่ามะไฟหวาน พร้อมแผ่นกระดาษแผนที่ 1 ใบ

เริ่มแรกการเดินทางนั้นราบเรียบราวสายไหม แต่พอเริ่มเลี้ยวเข้าตัวอำเภอแก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ ตกดึก เริ่มระทึก ไม่ใช่ว่าตื่นเต้นกับสถานที่ใหม่ แต่ลุ่นระทึกกับการ rally หาเส้นทางสู่วัดท่ามะไฟหวาน..ยามเที่ยงคืน (จะถึงไหมเนี่ย - -")

เนื่องจากถนนหนทางสู่ท่ามะไฟหวานนั้นอยู่ท่ามกลางป่าเขาและถนนที่ไร้แสงนีออน จะมองหาป้ายบอกทางซักอัน เพื่อควานหาทางตามแผนที่ซักที ทำเอาพี่ไมค์ของเราเหงื่อตก ต้องเดินหน้าถอยหลังให้ควั่กเพื่อหาทางไปต่อ

สุดท้ายเมื่อไม่รู้เหนือรู้ใต้ที่พึ่งแห่งเดียวคือ “พี่โย” วิทยากรบ้านดิน เจ้าบ้านของเรา

นี่คือบทสนทนาส่วนหนึ่งจากการหลงทาง

พี่อุ๊ : ค้า คุณโยคะ ตอนนี้เราอยู่ที่ป้าย.... แล้วค่ะ จะไปอย่างไรต่อคะ ตรงไปนะคะ ตรงไปเรื่อยๆ ซักสิบกิโลแล้วเจอแยก

10 นาทีผ่านไป

พี่อุ๊ : คุณโยคะ ตอนนี้เราถึงแยกแล้วค่ะ แต่ว่า อืมมม แต่มันไม่มีป้ายบอกอะไรเลยค่ะ มันมีแต่ทางแยก เดี๋ยวลองคุยกับคนขับนะคะ

พี่ไมค์ : ครับ ไม่มีอะไรบอกเลยครับ มีแต่เสาไฟฟ้าครับ ...อืม.. ครับ เหรอครับ ต้องขับกลับไปตรงที่มีน้ำและข้ามสะพาน ตรงไปแล้วเจอโรงเรียน ครับๆ ….

20 นาทีผ่านไป เข้าใกล้ 100 เมตรสุดท้าย


พี่จ๋า : ค่ะ พี่โย เรามาถึงหน้าทางเข้าวัดท่ามะไฟหวานแล้วนะคะ แต่มันมีทางแยกอีกคะ คะ ไปทางไหนคะ


5 นาทีผ่านไป 10 เมตรสุดท้าย


พี่อุ๊ : เอิ่ม พี่โยคะ เรามาถึงหน้าประตูวัดแล้วค่ะ แล้วต้องไปอย่างไรต่อคะ ค่ะ เดี๋ยวจะขี่มอเตอไซค์ออกมารับเหรอคะ อ๋อ ค้า~ ขอบคุณคะ แหะๆๆๆ

จนถึงจนถึงวินาทีสุดท้าย เราก็ยังยืนยันที่จะถามพี่โยต่อไป (ฮา)

จบค่ำคืนนั้นด้วยการอาบน้ำนอนบนบ้านพัก ตี 1-2 สลบไสลไปพร้อมๆกัน

***********
21 เมษายน วันแรกของการทำบ้านดิน

เสียงไก่ขัน เสียงฆ้อง เสียงสวดมนตร์ เสียงเทศน์ กระหน่ำตั้งแต่ตีสาม ดังจากลำโพงก้องไปถึงอวัยวะภายใน ตั้งแต่ตะวันไม่โผล่ดิน ทำเอาหลายจำต้องคนงัวเงียตื่นขึ้นมาก่อนเวลาอันควร(หนึ่งในนั้นคือตัวข้าพเจ้าซึ่งเดินดังจนคนอื่นตื่นต่อ เหอๆ)

ที่เสียงดังกันแต่เช้าอย่างนี้ พี่โยบอกว่า คนในหมู่บ้านท่ามะไฟหวานตื่นกันแต่เช้าเดินทางไปทำงานข้างนอกกันทุกคน ฉะนั้นวันใดเป็นวันพระก็ยิ่งต้องตื่นเร็วยิ่งขึ้น มีเทศน์ มีสวด ก็ทำกันตั้งแต่ก่อนตื่น จึงเป็นปกติที่วัดนี้ตีฆ้องและเริ่มเปิดเสียงเทศน์ทางลำโพงตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง ทั้งนี้ก็เพื่อสื่อสารธรรมะกับคนทั้งหมู่บ้าน ก่อนที่พวกเขาจะออกไปทำงานเมื่อตะวันขึ้น

หกโมงกว่าพระฉันข้าว เราก็ทานอาหารพื้นบ้านที่ชาวบ้านที่นี่ทำถวายวัดกันด้วย (อร่อยมากๆค่ะ^^)

หลังจากอิ่มข้าว ก่อนไปเจอบ้านดินของจริง พี่โยก็พาไปดู VCD บ้านดินในสถานทีต่างๆ กันก่อน ให้ตื่นตาตื่นใจเล่น

ได้ความรู้ว่าว่าบ้านดินนั้นมีมานานแล้ว เป็นภูมิปัญญาของมนุษย์สมัยก่อน ตั้งแต่เผ่าพันธุ์มนุษย์เราย้ายนิวาสสถานจากถ้ำ ไปยังบ้าน บ้านที่ทำจากดินก็ก่อกำเนิดขึ้น โดยมีต้นกำเนิดหลายแหล่งทั่วโลก มีให้เห็นทั้งในแอฟริกา ตะวันออกลาง แถบอเมริกา เม็กซิโก จีน อินเดีย ฯลฯ

แม้แต่ในเมืองไทยเองก็เคยมีบ้านดินมาก่อน พี่โยเล่าว่ามีในสมัยรัชกาลที่ 5 พ่อค้าชาวจีนย้ายถิ่นฐานเข้ามาที่ราชบุรีและสร้างบ้านดินเพื่อเป็นอาคารสำหรับค้าขายอยู่ที่นั่น จวบจนทุกวันนี้บ้านดินหลังดังกล่าวยังคงตั้งตระหง่านอยู่ที่เดิม

หลังจากเรียนรู้เกี่ยวกับบ้านดินได้พอประมาณ พี่โยก็พาเดินชมบ้านดินในบริเวณวัดแห่งนี้ ซึ่งมีเกือบ 10 หลัง!

โอ้ว~ อาจจะงงงันกันว่าเหตุใดถึงเยอะจั๋งซี่ เนื่องจากวัดท่ามะไฟหวานแห่งนี้เป็นที่ตั้งของ "บ้านสายรุ้ง" ซึ่งเป็นสถาบันอบรมสอนบ้านดิน ฉะนั้นสถานที่วัดจึงเป็นที่ทดลองสร้างบ้านดินหลายต่อหลายหลัง มีหลายกรณีศึกษามีทั้ง

กุฏิดิน

บ้านพักดิน

บ้านเด็กเล่นดิน

ศาลาดิน

ออฟฟิศดิน

จนไปถึง...ส้วมดิน!

(โอเพ่นแอร์ด้วยนะขอบอก ฮา)

มีให้เลือกชมตั้งแต่หรูหราไฮโซน่านั่งน่านอน จนไปถึง นั่งไม่ได้นอนไม่ได้ เพราะยังสร้างไม่เสร็จ ค้างคาไว้อย่างนั้น (ต้นไม้เลื้อยไปมาเป็นว่าเล่น)

เมื่อเดินดูบ้านนู้นชมบ้านนี้กันอย่างตื่นตาตื่นใจ พี่โยก็ชวนให้มาทดลองดินว่าดินแบบไหนจะนำมาสร้างบ้านดินได้

ดินที่สามารถนำมาทำบ้านดินได้นั้น ต้องมาจากดินที่มีสัดส่วนของดิน 50% และทราย 50% หรือสัดส่วนที่ใกล้เคียง โดยวิธีการ lap ทดลองกันง่ายๆ เพียง

- นำขวดมาหนึ่งขวด

- ใส่ดินที่คิดจะนำมาสร้างบ้านดิน 1/3 ของขวด

- เติมน้ำ

- เขย่าขวดให้เข้ากัน เขย่าไปเขย่ามาจนน้ำกระฉ่อกได้ที่แล้วก็ปล่อยขวดไว้ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที

- รอๆๆ กินๆๆ นอนๆๆๆ => ให้ดินตกตะกอน

- พอตกตะกอนแล้วจะมีมีสามชั้นที่โด่นเด่นชัดเจนได้แก่ ชั้นล่างคือส่วนที่มวลหนัก คือ "ดินทราย" ชั้นบนถัดไปคือส่วนที่มีมวลเบาเป็น "ดินร่วน" และ สามคือ "ดินเหนียว" กะจากสายตาดูได้ หากเห็นว่าสัดส่วนของดินร่วนบวกกับดินเหนียว กับสัดส่วนของทรายมีประมาณ 50/50 แล้วไซร้ ถือว่าใช้ได้แน่นอน (หากว่าส่วนที่เป็นดินน้อยเกินไปเราก็เติมดิน หากว่าทรายน้อยเกินไปก็เติมทรายคะ)

ส่วนพื้นที่ที่เหมาะสำหรับสร้างบ้านดินมีข้อแม้หนึ่งเดียว คือ น้ำท่วมไม่ถึง และ อากาศไม่ชื้นมาก เทปูนบริเวณที่จะสร้างบ้านก่อนสร้าง แค่นี้ก็พร้อมแล้ว

อ่า... เอาละ ต่อไป เราจะได้สร้างบ้านดินกันแล้ว อิ๊วววววว~~~~~

พี่โยบอกว่าขั้นแรกก่อนอื่นเลย คือการ "ย่ำดิน" โดยผสมคลุกเคล้า ดินที่เราทดลองเมื่อตะกี้ผสมกับน้ำและแกลบ ด้วยสองเท้าของเรา

ตื่นเต้นๆๆ ตื่นเต้นคะ เราจะได้สร้างบ้านด้วยตัวเองค่ะ ว้าว!! บ้าน Hand made!!!

ถึงขั้นนี้ ทำเอาหนูนิ้งและหนูเอ๋ตาโตเป็นไข่ห่าน O.o ใจเต้นตึกตัก

เมื่อขุดดินได้ที่ ใส่น้ำพอขลุกขลิก เหมาะสมแล้วกับการคลุกวงใน นิ้งกับเอ๋ก็เข้าไปชาร์จ เอ๊ย! ย่ำดินโดยทันท่วงที (โดยปล่อยให้พี่ๆ ยืนอึ้งกิมกี่เนื่องจากยังลังเลอยู่ ฮาๆ)

การย่ำดินเป็นอย่างไร ขอบรรยายความรู้สึกสั้นๆ ง่ายๆ ว่า จั๊กกะเดียมเล็กๆ เดินเซๆหน่อยๆ ฉะนั้นจับมือคนข้างๆ ไว้ แล้วย่ำกัน (ฮุๆๆๆ สนุกมากๆ ค่ะ)

เมื่อทำสปาเท้ากันอย่างเมามันส์ พี่โยเริ่มเรียกเด็กโข่งทั้งหลายมาสู่กระบวนการต่อไป คือ การทำ "ก้อนดิน"(ก้อนดิน คือ ดินที่เเข็งแรงพอที่จะนำมาทำหน้าที่เหมือนอิฐสำหรับก่อบ้าน)

ก่อนอื่นต้องมีตัวแบบที่ทำจากไม้ซึ่งทำให้ได้ก้อนดินขนาด 16x8 หนา 3 นิ้ว กระบวนการก็คือ วางแบบ => เทดินที่ย่ำลงไปในตัวแบบ => เอาเกรียงปาดให้เรียบ => ยกแบบออก => จากนั้นก็ปล่อยให้ตากแดดให้แห้ง นำมาใช้เพื่อก่อบ้านในที่สุด (อธิบายดูงงๆ แต่จริงๆไม่ยากเลยค่ะ)

หลังจากนั้นเราก็เริ่มก่อดินสร้างบ้านกันล่ะค่ะ เรานำก้อนดินซึ่งหนักมาก (ก้อนละเกือบสิบกิโล) มาก่อซ้อนๆ กันขึ้นไป โดยมีดินที่ย่ำแล้วเป็นตัวเชื่อมเกาะ เรียงไปทีละก้อนๆ ขึ้นมาเป็นตัวบ้าน

ชั่วโมงแรกก็คึกคักก่อกันใหญ่ สูงเอาๆ แต่พอชั่วโมงที่สองเริ่มเมื่อย เหงื่อเริ่มโทรมกาย กำแพงเริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ แขนหมดแรง จะยกมือปาดดินที ยกก้อนดินที "ความอืด" เริ่มเข้ามาเยือน

"ฮึบ!! หลีกๆๆ ดินมันหนัก"

"แปะๆ"

"ฮีบๆๆ"

กว่าจะฮืบที่ละฮืบ กว่าจะยกแต่ละอัน หลายคนจึงเริ่มพักยก ออกไปย่ำดินบ้าง ไปล้างเท้าล้างมือ นั่งพักบ้าง หลังๆเริ่มมีเม้าธ์

แต่มีเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่ stand by อยู่ตลอดเวลา

หาใช่หนุ่มกล้ามโตอย่างพี่เอก ม่ายช่าย~

หาใช้หมีตัวโตอย่างพี่จ๋า ม่ายช่าย~

หากแต่เป็นหญิงเหล็กตัวเล็กอย่าง "พี่ปิ่น" ผู้ซึ่งเก็บกักพลังงานมากมายมาตั้งแต่ค่ายครั้งที่หนึ่งจนครั้งนี้เธอได้กลายเป็น ปิ่นนอนสต๊อป! โฟร์แมนตัวจริงกระทิงแดง!!ส่วนที่เหลือ เริ่มสต๊อปแล้วอยากนอนฮ่ะ เหอๆ

จบเย็นวันนั้นด้วยการปาดเหงื่อ (ให้กำลังใจพี่ปิ่นหนักไปหน่อย) เนื้อตัวมอมแมม แต่ชายเดียวอย่างพี่เอกกลับเนื้อตัวสะอาดหมดจด ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน ?? อันนี้ต้องถามพี่น้อยผู้หัวเราะคิกคักกันตลอดการก่อบ้าน

พอได้ถอยหลังออกมาดูผลงานตัวเอง เราก็เห็นกำแพงซู้ง สูง ประมาณ 3-4 เมตรได้ ว้าว! ไม่น่าเชื่อว่าเพียง 2-3 ชั่วโมง เราจะทำกันได้ถึงขนาดนี้

โอ้ว~บ้านดินอาจไม่ยากเกินไป

ตก 4 โมงเย็น ใกล้เวลากินข้าว พี่โยถามว่าจะไปเขื่อนกันไหม? เด็กๆ ร่าเริงดี๊ด๊าตอบตกลงทันที เตรียมไปลงน้ำกันเต็มที่ พอถึงเขื่อนปุ๊ป ก็รีบลงน้ำปั๊บ (เหมือนไม่เคยเห็นน้ำมาเลยตลอดชีวิต)

ลืมนึกไปว่ามาเขื่อนนั้น เรามาปิ๊กนิกกินข้าวด้วย ขึ้นจากน้ำจึงได้แต่ "กินไปหนาวไป" บรื้ออ! หนาวจริงๆค้า~

หลังจากกินข้าวเสร็จก็เริ่มแยกทำกิจกรรมใต้น้ำบนดิน

นิ้ง เอ๋ พี่เอก และน้องก้อง (ลูกชายพี่โย) ลงแหวกว่ายกันต่อหลังจากหนาวได้ใจ (พี่อุ๊กับพี่ชัยลงเป๊ปเดียว ไม่ยอมหนาวต่อ)

น้องข้าวและพี่จ๋า โดนปล่อยเกาะกลางแม่น้ำ

พี่แอม เดินสู่หนทางของเธอ Amm's way~

ที่เหลือมองคนอื่นทำนู้นทำนี่ (เก็บค่าชมคนละ 5 บาทนะค่ะพี่น้อง)

หลังจากนั้นเหล่าเราก็กลับที่พัก อาบน้ำ นอนหลับกันเป็นเบือ...

คร่อกกกก ฟี้~~~~

..........

22 เมษายน วันที่สองของการทำบ้านดิน


และแล้วก็ผ่านค่ำคืนแห่งจากหลับฟี้~ หลับฟี้~ อันยาวนาน

การตื่นในยามเช้านั้นช่างยากส์ลำบากยิ่งนัก (ขออนุญาติเติม s ไปอีก 10 ตัว)

มันยากจริงนะคะ ไม่ได้โม้ ลองคิดถึงวันที่คุณต้องออกแรงทุกหยาดเหงื่อหยาดหยดจนเหมดสิ้น เช่นว่า วิ่งแบบไม่ผลัด 100X100 ติดต่อกันนอนสต๊อป, แบกข้าวสารร้อยโล (ทีละหลายๆรอบ), กระโดดเชือกพันครั้ง (ขาโป่งเป็นบอลลูนเเน่ๆ) , วิ่งรอบวัดพระแก้วร้อยหนแก้บนไล่ทักกี้ ฯลฯ (และอื่นๆ แล้วแต่ท่านจะจินตาการ)

หากตัวอย่างเหล่านี้ยังไม่พอ คงต้องมาลองทำเองเท่านั้น และจะพบว่า มันเมื่อย มันขบ มันสโลว์ไปหมดทุกท่วงท่า ไล่ไปตั้งแต่ปลีน่อง ต้นขา ก้นกบ หลัง ไหล่ เอว แขน ยังผลไปยัง "ความอู้" (ซึ่งน่าจะเกี่ยวพันกับความอ้วน อืด และอวบเป็นแน่เท้ อิๆ)

หลังจากกินข้าวเช้ากันอิ่ม เราจึงนอนเล่นใต้ต้นโพธิ์กลางลานวัดกันต้นโพธิ์กลางวัดที่นี้มีนามแสนไพเราะว่า หลวงพ่อ "นิโครธ" ต้นโพธิ์ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขา ปกดิน ทิ้งร่มเงาไม้ให้เราได้พักพิงอิงนอน เงยหน้ามองกิ่งไม้ใบไม้โบกไหวอย่างอ่อนโยน รู้สึกได้ถึงความเอื้ออทรและปราณีเลยคะ

อีกสิ่งที่รู้สึกได้ชัดเจนจากการไปทริปนี้ คือ ที่นี่มี "อากาศ อาหาร และอารมณ์" ที่เป็นมิตรมาก หากอยู่ในกรุงเทพฯ จะนั่งจะนอนที่ไหนก็คงร้อนแทบแย่ แต่ที่ชัยภูมิไม่ใช่เช่นนั้น พื้นที่วัดที่เราอาศัยอยู่ในเขตภูเขา มีป่า ต้นไม้ และดินที่อุดม

ต้องขอบคุณพระและคนที่นี้ที่รักษาอากาศและผืนป่าไว้
ขอบคุณคุณป้าที่ทำอาหารจากผักที่ปลูกกินเองให้เราทาน อาหารไร้ผงชูรส แสนสดชื่น
และต้องขอบคุณอารมณ์ดีๆ สงบๆ ของคนและบรรยากาศรอบข้าง

^^ Very Happy Media จริงๆคะ ยิ่งหลังอาหารยิ่งแฮปปี้มากๆ ฮุๆ

หลังจากนอนอู้ใต้ต้นนิโครธพักใหญ่ เราก็เราขยับตัวไปยังบ้านดินที่เราก่อดินไว้เมื่อวาน พบว่าตอนนี้มันเป็นรูปเป็นร่างสูงใหญ่กว่าเดิมโดยฝีมือเหล่าพี่ช่างที่ได้ล่วงหน้ามาก่อนเราพักใหญ่ ก่อได้สูงจริงๆ เลย อิ๊วๆๆ (ดีใจไม่ต้องก่อ ฮุๆ)

พี่โยจึงสอนให้ทำขั้นต่อไปคือการฉาบดินซึ่งใช้ดินที่มีส่วนผสมเหมือนดินที่ทำจากก้อนดิน แต่มีส่วนผสมของน้ำมากกว่าวิธีการฉาบมีสองวิธีคือใช้มือฉาบและใช้เกียงฉาบปูนซึ่งจะทำให้ผนังเรียบสวยกว่า

บ้านหลังนี้มีให้เลือกชมทั้งสองแบบ ได้แก่ ข้างหน้า ฉาบเกียงโดย พี่ปิ่น เอ๋ พี่อุ๊ พี่อี๊ และพี่จ๋า เรียบเนี๊ยบส่วนใหญ่โดยโฟร์แมนมือหนึ่งของเรา พี่ปิ่น เธอได้แสดงให้เห็นถึงพรสวรรค์ที่เก็บกักไว้ตั้งแต่วัยเด็กของเธอ อันมีตำนานว่า สมัยเป็นเด็ก พี่ปิ่นช่วยแม่ทำงานปูนบ่อยๆ มาช่วยยกนู้นยกนี้ประจำ สมัยนั้นช่างฉาบเป็นอาชีพที่เท่มาก นั่งร้านสูงๆ ฉาบเรียบๆ แถมได้ค่าจ้างเยอะอีกต่างหาก ผลจากการครูพักลักจำและการเก็บกักพรสวรรค์ไว้นานถึง 20 ปี ทำให้พี่ปิ่นแสดงฝีมือการฉาบเป็นที่ประจักษ์ในค่ายนี้ (เท่ห์มากๆ)

ด้านหลังและข้างๆ เป็นแนวโพสต์ๆ ผสมกันระหว่างฉาบๆ โป๊ะๆ ได้แก่ ครอบครัวคุณเดช พี่หน่อย นิ้ง พี่แอม พี่ชัย พี่น้อย และพี่น้ำเย็น ขรุขระบ้างเป็นช่วงๆ อาร์ตฮ่ะ อาร์ต!

ถึงตอนนี้อาจสงสัยว่าเหตุใดคนชื่อ "เอก" จึงหายไป ?? พี่เอกหายไปไหน??

หันหลังไปจึงพบว่า ... พี่เอกกำลังยืนถือฟองน้ำอยู่ ... (ขออนุญาติยืนปิดตาชี้ไปยังพี่เอก)

อาจจะสงสัยกันว่าฟองน้ำมีหน้าที่อะไรในงานครั้งนี้ ฟองน้ำมีหน้าที่ทำให้เกียงฉาบ ลื่น ง่ายต่อการฉาบให้เรียบ (เห็นป่าว สำคัญมากๆ)

พี่เอกจึงยืน support ฟองน้ำอยู่เช่นนั้น จนมีคนถามหาคนขนดิน พี่เอกจนกลายเป็นคนยกดินไปจนได้ ซึ่งถังๆ หนึ่งก็หนักใช่ย่อยทีเดียว (โอ๊ะ! แมนขึ้นนิดหนึ่ง)

จบการฉาบเวลาเที่ยงทุกคนมอมแมม ยกเว้นพี่เอกเช่นเคย (ฮา)

ตกเที่ยง คุณป้ายกหมี่ผัดซีอิ๊ว ไข่เจียว บวกกับเมนูเด็ดแห่งมื้อ ได้แก่ ส้มตำ มาด้วยครก มะละกอ พริก มะเขือ ปลาร้า กุ้งแห้ง พร้อม ป้าพร้อม เราพร้อม เปิปหยิบ! (ซู๊ด~ น้ำลายไหล)ซักพัก พี่ปิ่น โชว์ฝีมือตำไทยให้เรากินกัน

โอ้ว~~ เหล่าเราต่างครางกันอู้อ้าด้วยความอร่อยจบมื้อนั้นด้วยการนอนพักใต้หลวงพ่อนิโครธเช่นเคย ^^ อ๊า เย็นสบายจัง~

หลังการอู้ตอนเที่ยงอย่างเป็นพิธีการ พี่โยเริ่มสะกิดเรียกไปสู่ขั้นต่อไปได้แก่ การทำ "เฟอร์นิเจอดิน"
คำๆ นี้สร้างความตื่นตาตื่นใจให้เราอีกแล้ว เพราะนอกจากเราจะทำบ้านดินได้ เรายังทำเฟอร์นิเจอร์ดินของตัวเองได้อีกต่างหาก!

พี่โยบอกว่าขั้นตอนนี้จริงๆ ควรดีไซน์ไว้ก่อนที่จะสร้างบ้านจะง่ายกว่าคิดทีหลัง แต่หากเพิ่งคิดได้ก็สามารถทำได้อยู่ดี

ก่อนอื่นต้องคิดก่อนว่าอยากได้เฟอร์นิเจอร์อะไร มติที่ประชุมตกลงใจให้ "ชั้นวางหนังสือ" และ "ที่นั่งริมหน้าต่าง" ได้เป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ถูกเลือกในครั้งนี้

พี่โยบอกว่าหากต้องการให้เฟอร์นิเจอร์ยื่นออกมาจากตัวบ้านก็ให้เจาะบ้านดินออกมาเป็นช่องแล้วเสียบก้อนดินหรือไม้ไว้เป็นโครง แล้วเอาไม้พาดเป็นชั้นวางหนังสือ หรือจะทำเฟอร์นิเจอร์แยกจากตัวบ้านเลยก็ย่อมได้

เราตกลงใจกันว่าจะทำเฟอร์นิเจอแยกจากตัวบ้านดีกว่า เพราะการเจาะบ้านดินดูยุ่งยากกว่าหลายเท่านัก
แบ่งเป็นสองกลุ่มได้แก่ กลุ่มชั้นหนังสือ และ กลุ่มที่นั่ง โดยมีที่พี่โยเป็นผู้นำทาง

ก่อนอื่นต้องเอาก้อนหินมาเป็นฐานของเฟอร์นิเจอร์ก่อน ทั้งนี้เพื่อกันความชื้นและเฟอร์นิเจอร์มีฐานที่มั่นคง หลังจากได้ฐานหินที่พอดีแล้วก็โป๊ะดินลงไปแล้วก่อก้อนดินให้เฟอร์นิเจอร์สูงขึ้น

ฝั่งกลุ่มชั้นวางหนังสือเมื่อก่อก้อนดินสูงได้ที่ ก็เอาไม้อัดพาดเป็นชั้นวางหนังสือ ฝั่งกลุ่มที่นั่งก็ก่อฐานที่นั่งขึ้นไปให้สูงพอนั่งสะดวก

เล่าสั้นๆ แค่สามบรรทัด แต่ของจริงใช้เวลาสองชั่วโมงก็ยังไม่เสร็จ พี่โยยกมือมองนาฬิกา มองไปมองมา กลัวเราไม่ได้ทำทุกกระบวนการของบ้านดิน จึงเริ่มไล่ไป "ทาสีดิน" ยังบ้านดินอีกหลังต่อ

ทำไมต้องทาสีดิน กระบวนการนี้มีเพื่อเคลือบผิวบ้านดินให้ติดทนนาน ไม่เป็นขี้ผงขี้ฝุ่นบินปลิวว่อนไปว่อนมาในนภาอากาศ จึงควรทาทั้งนอกทั้งในบ้าน ให้เรียบเนียนงามหมดจดทุกที่ไป

มาถึงบ้านดินหลังนี้ เราก็พบถังกะละมังหม้อ อุปกรณ์ครบครัน สำหรับการทาสี ส่วนประกอบการทาสีดินได้แก่ สีดิน 1 ส่วน ดินทรายร่อน 1 ส่วน และกาวแป้งเปียก 1 ส่วน คนกันให้ได้ที่

กลิ่นดีๆ แหม~ น่ากิน แต่กินไม่ได้ มันกรุบกรับเกินไป ควรแล้วที่จะเอาไปทาบ้าน

ฉับพลันเราก็จุ่มมือลงไป "อ๊า~~~~~~~~ มันอุ่น" เมื่อมือได้สัมผัสกับกาวแป้งเปียกที่อบอุ่นได้ที่ ก็รู้สึกราวกับได้ทำสปามือ เหล่าเราจึงเอามือปาดบ้านไปมาเมามันส์

ปาดจากล่างขึ้นบน บ้านจะดูสวยงาม เรียบๆ หนืดๆ น่าเอาตัวไป "แปะยืดๆ" เป็นยิ่งนัก

พอเราปาดขึ้นปาดลงจนหนืดเหนียวไปทั้งหลังแล้ว ก็เอาฟองน้ำชุบน้ำเช็ดๆ เสียหน่อย แหม เรียบลื่นน่าสัมผัสจริงๆ

ครั้นเสร็จแล้ว เราก็ถ่ายภาพที่ระลึกกันมา อิๆ งามจริงๆ นะคะ เชิญทัศนา

หลังจากทาสีดินกันเสร็จสรรพก็ถึงเวลาพักทักทายหลวงพ่อนิโครธอีกครั้ง เราจำนวนหนึ่งก็นอนพึ่งพุงกันใต้ต้นโพธิ์อย่างมีความสุข

หลังจากนั้นเราก็ขยับกายขึ้นรถไปปิ๊กนิกยามเย็นกันอีกแล้วที่ "ภูมอหินขาว"

นั่งรถกระบะ หัวสั่นหัวคลอน รถก็เริ่มปีนป่ายภูเขาสูงขึ้น สูงขึ้นเรื่อยๆ กินฝุ่นแดงกันประมาณชั่วโมงกว่า เราก็มาถึงที่หมาย

ภูมอหินขาวนั้นงดงามจริงๆ คะ อากาศบนภูเขาเย็นๆ ดอกหญ้าสีขาว ชมพู ชูช่อไสวขึ้นเต็มภู อ่อนหวาน งดงาม และแสนอ่อนโยน ส่วนภูเขาทรายก็ตั้งตระหง่าน ราวกับเป็นใจกลางโลก

การกินข้าวมื้อนี้ ท่าทางบรรยากาศจะอร่อยกว่าอาหารซะแล้ว

แต่เนื่องจาก "อำนาจแห่งท้องกิ๋ว" มีมากกว่า พอลงจากรถปุ๊บ พลพรรคส่วนใหญ่จึงมุงไปยัง ผัดเปรี้ยวหวาน ผัดเผ็ดฝักทองและไข่เจียว

ทำเอาพี่แอมผู้ดื่มด่ำกับธรรมชาติบ่นอุบว่า "อะไรเนี่ยกันเนี่ย มาถึงก็กินเลย" แล้วพี่แอมก็ออกเดินทาง ปลีกกายไปกับจิตวิญญาณตามทาง ของ amp's way~

หลังจากกินข้าวเสร็จก็ถึงเวลากินลมชมวิว ปีนหน้าผา ในครั้งนี้มีลิงชื่อว่า "เอ๋" ปฏิบัติหน้าที่ (อีกคราว) ปีนขึ้นไป 3-4 เมตร จึงตกลงใจว่าเอ๋เป็นแค่พันธุ์ทาง กระโดดลงมาดีกว่า เดี๋ยวขาจะหักเอา

ฟ้าเริ่มมืด กินลมชมวิวกันจนพอใจแล้ว พลพรรคจึงตัดสินใจลงจากเขามาเป็นชาววัดต่อ

คืนนั้นหลายคนพูดคุยกันยาว ตั้งแต่เรื่องสื่อ เหตุบ้านการเมือง วันวานยังหวานอยู่ จนถึงนิสัยใจคอ
อึด หรือ อืดที่สุดก็ไม่รู ได้แก่ นิ้ง เอ๋ ชัย ที่ทำสถิติ นอนตีสี่ ตาโหลกันเป็นทิวแถว =_=

........................
เช้าวันที่ 23 เมษายน วันกลับ

เช้าวันนั้นเรามีโอกาสได้ทำพิธีถวายกุฎิดินให้แก่วัดท่ามะไฟหวาน

ความต่างของการถวายอะไรที่ทำเองจากมือ แตกต่างมากกับการทำบุญสังฆทานด้วยกะละมังสีเหลืองๆ ที่เวียนมือคนไม่รู้กี่สิบรอบ

มันบอกได้ถึงความตั้งใจ มันบอกได้ถึงความมีส่วนร่วม มันรู้สึกได้ถึงบุญอันสาธารณะ

เราไม่มีความรู้สึกหวงแหน แต่รู้สึกว่ามีส่วนร่วมกับสิ่งนั้น มีส่วนร่วมกับทุกคนที่ทำ และรู้สึกว่าลมหายใจเรามีสติตลอดการถวายกุฏิขณะนั้นหลวงพ่อคำเขียน เจ้าอาวาสวัดกำลังอาพาธด้วยโรคมะเร็งและรอการผ่าตัด ขอให้การสร้างบ้านดินของเรามีส่วนให้ท่านมีกำลังใจ หายไวๆคะ

ก่อนกลับเราได้นั่งนิ่งๆ และพูดความรู้สึกเกี่ยวกับการสร้างบ้านดินครั้งนี้

ได้ยินข้อความหลากหลายที่มีค่า ข้อความที่นิ้งจะเขียนต่อไปนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่รู้สึกเท่านั้นนะคะ

คิดว่าชีวิตควรเป็นแบบนี้แหละ... รับอากาศดีๆ ออกกำลังกาย กำลังมือบ้าง ทำประโยชน์ให้ส่วนรวมบ้าง เห็นค่าของสิ่งรอบตัว และเป็นส่วนหนึ่งของมัน เพื่อให้ทั้งหมดสมบูรณ์

แต่ชีวิตในเมืองนี้มันหัวกลับหมดเลย มันทำให้เราเป็นมนุษย์ตัวลีบ เร็วและรีบไปหมด ไม่ค่อยทำอะไรให้ใคร ไม่ค่อยพึ่งตัวเอง พึ่งแต่เทคโนโลยี ไม่เห็นค่าของธรรมชาติ และหลายต่อหลายครั้งเราแยกตัวออกห่าง

อีกอย่างคือ จะทำอะไรซักอย่าง บางทีมันต้องคลุกวงในซะบ้าง ถ้ายังนั้นก็คงไม่มีทางเข้าใจ
การลงมือทำสำคัญมาก บางทีการมองจากหอคอยอย่างเดียว การมีแนวคิดเยอะเยะ มีความเชื่อเป็นกระตั้ก แต่ไม่เคยเข้าไปมีส่วนร่วม ไม่เคยทำจริง ก็ไม่มีประโยชน์ ตราบใดก็ตราบนั้น เราไม่ควรวางตัวเป็นผู้ตัดสิน

เหมือนกับว่า ตราบใดที่เล็บยังไม่ติดขี้ดิน เราก็ยังไม่ได้ทำบ้านดิน

จบทริปด้วยความรู้สึก อิ่มเอม อิ่มท้อง อิ่มบุญ อิ่มใจ ลามไปถึงอิ่มสมองน้อยๆ ที่ปลอดโปร่งขึ้นแยะเลยคะ

^_^

สนใจการสร้างบ้านดินโดยละเอียด อ่านได้ที่ http://www.budpage.com/ba24.shtml