วันอังคาร, พฤษภาคม 15, 2550

“ปาฐกถามธรรม "สู่ศานติสมานฉันท์ : ความรักอันไม่แบ่งแยก"

“ปาฐกถามธรรม "สู่ศานติสมานฉันท์ : ความรักอันไม่แบ่งแยก"
โดยพระอาจารย์ติช นัท ฮันห์”
วันที่ 29 พฤษภาคม 2550
ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ถ.วิภาวดี-รังสิต กรุงเทพฯ


เนื่องในโอกาสอันดีที่พระอาจารย์ ติช นัท ฮันห์ และคณะภิกษุ ภิกษุณีจากหมู่บ้านพลัม ประเทศฝรั่งเศสได้เดินทางจาริกธรรมมายังประเทศทางแถบภูมิภาคอุษาคเนย์ เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมงานวันวิสาขบูชาโลก และเผยแผ่วิถีการปฎิบัติธรรมในประเทศไทย เป็นเวลา 14 วัน ระหว่างวันที่ 19 พฤษภาคม ถึง 1 มิถุนายน พ.ศ. 2550 นี้

กลุ่มสังฆะแห่งสติ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มูลนิธิโกมลคีมทอง และ สำนักพิมพ์เคล็ดไทย มีความยินดีขอเชิญสื่อมวลชนทุกท่าน เข้าร่วมฟัง ปาฐกถาธรรม จาก พระอาจารย์ติช นัท ฮันห์ ในวัน 29 พฤษภาคม 2550 โดยมีรายละเอียดดังนี้

กำหนดการ
18.00 น. เริ่มกิจกรรม
18.15 น. คณะสงฆ์หมู่บ้านพลัมขับขานบทเพลงภาวนา
18.25 น. คณะสงฆ์หมู่บ้านพลัมนำนั่งสมาธิ
18.50 น. อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยกล่าวต้อนรับและแนะนำพระอาจารย์ติช นัท ฮันห์
19.00 น. พระอาจารย์ติช นัท ฮันห์ เริ่มแสดงปาฐกถา "สู่ศานติสมานฉันท์ : ความรักอันไม่แบ่งแยก"
และเปิดโอกาสให้ผู้ฟังสนทนาถาม-ตอบปัญหา
21.00 น. ปิดปาฐกถาธรรม

หมายเหตุ
· ขอความร่วมมือจากทุกๆ ท่านรักษาเวลา มาก่อนเวลา 18.00 น. เพื่อรักษาความสงบระหว่างการภาวนา
· กรุณาปิดเครื่องมือสื่อสารทุกชนิดในระหว่างร่วมกิจกรรม

ข้อขอความร่วมมือสื่อมวลชน ในงานปาฐกถาธรรมของพระอาจารย์ ติช นัท ฮันห์

ข้อแนะนำทั่วไป

กรุณาช่วยรักษาบรรยากาศแห่งความสงบในงานปาฐกถาธรรมและกิจกรรมต่างๆ
หากท่านมีคำถามถึงท่าน ติช นัท ฮันห์ ท่านสามารถส่งคำถามล่วงหน้าได้ทาง
plum.pr@gmail.com โดยเราจะส่งคำถามให้พระอาจารย์ก่อนการดำเนินกิจกรรมทั้งหมด ท่านอาจได้รับคำตอบเหล่านั้นระหว่างที่ท่าน ติช นัท ฮันห์ แสดงธรรม
ท่านสามารถใช้อุปกรณ์บันทึกเสียงได้ และเพื่อความสะดวกในการอัดเสียงที่ชัดเจน ทีมงานจะช่วยอำนวยความสะดวกวางอุปกรณ์บันทึกเสียงใกล้เครื่องขยายเสียง กรุณาติดต่อล่วงหน้า


ข้อแนะนำสำหรับการถ่ายภาพนิ่ง
กรุณางดใช้แฟลช ตลอดการปาฐกถาธรรม เพราะจะเป็นการรบกวนพระอาจารย์ ติช นัท ฮันห์ในช่วงการบรรยายธรรม
กรุณาถ่ายรูปอยู่ภายในพื้นที่ที่จัดให้ ขอความกรุณาไม่เดินไปมา เพราะจะเป็นการรบกวนการบรรยายธรรม
แนะนำให้ท่านถ่ายรูปพระอาจารย์ ติช นัท ฮันห์ได้ ในช่วงก่อนเริ่มการบรรยายและท้ายการบรรยายธรรมที่จะเปิดให้มีการถาม-ตอบ หากท่านต้องการถ่ายภาพระหว่างการบรรยายธรรม โปรดใช้ความระมัดระวัง ไม่ให้เป็นการรบกวนท่าน ติช นัท ฮันห์และผู้ร่วมฟังการบรรยายธรรมทั้งหลาย
หากสำนักข่าวใดต้องการภาพกิจกรรมต่างๆ ทางทีมทางสามารถจัดหาให้ได้ กรุณาแจ้งล่วงหน้า เพื่อจัดส่งให้ได้ทันทีหลังจบงาน

ข้อแนะนำในการถ่ายภาพเคลื่อนไหว (กล้องวีดีโอและกล้องบันทึกเทป)
· เพื่อเป็นการไม่รบกวนผู้ฟังการบรรยายธรรม ทีมงานสามารถอำนวยความสะดวกให้กล้องเพียง 5 ตัว ดังนั้นตุงขอความกรุณาแจ้งความประสงค์ความต้องการถ่ายภาพล่วงหน้าเพื่อเราจะได้จัดเตรียมสถานที่ก่อนงานเริ่ม
* สำหรับภาพเคลื่อนไหวและภาพนิ่งเราจะจัดพื้นที่ที่เหมาะสมให้กับท่าน ขอความกรุณาให้ท่านอยู่ในพื้นที่ที่จัดให้ตลอดการบรรยายเพื่อรักษาบรรยากาศแห่งความสงบ
* นอกเหนือจากช่วงเวลาบรรยายธรรม ท่านสามารถบันทึกภาพต่างๆ ได้ตามความเหมาะสม

สำหรับสื่อมวลชนที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกิจกรรม กรุณาติดต่อ
อุ๊ กรรณจริยา 086-789-7070
แอน วรภา 081-586-4755
E-mail : plum.pr@gmail.com

“วันแห่งสติ” วันที่ 20 พฤษภาคม 2550 เวลา14.00 - 20.00 น.

“วันแห่งสติ”
วันที่ 20 พฤษภาคม 2550 เวลา14.00 - 20.00 น.
ณ อาคารสวนลุมพินีสถาน สวนลุมพินี

เนื่องในโอกาสอันดีที่พระอาจารย์ ติช นัท ฮันห์ และคณะภิกษุ ภิกษุณีจากหมู่บ้านพลัม ประเทศฝรั่งเศสได้เดินทางจาริกธรรมมายังประเทศทางแถบภูมิภาคอุษาคเนย์ เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมงานวันวิสาขบูชาโลก และเผยแผ่วิถีการปฎิบัติธรรมในประเทศไทย เป็นเวลา 14 วัน ระหว่างวันที่ 19 พฤษภาคม ถึง 1 มิถุนายน พ.ศ. 2550 นี้
กลุ่มสังฆะแห่งสติ กรุงเทพมหานคร และ ศูนย์คุณธรรม ในฐานะหนึ่งในผู้สนับสนุนกิจกรรม วันแห่งสติ มีความยินดีขอเชิญผู้สนใจทั่วไปทุกท่าน และสื่อมวลชน เข้าร่วมกิจกรรม “วันแห่งสติ” ในวันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 ร่วมนั่งสมาธิ ฟังปาฐกถาธรรม "สู่สันติสมานฉันท์: ความสุขอันเป็นหนึ่งเดียวในครอบครัวและสังคม" และร่วม “เดินวิถีแห่งสติ” รอบสวนลุมพินี

กำหนดการกิจกรรม “วันแห่งสติ”

เวลา ๑๓.๓๐ น. - เปิดประตูอาคารลุมพินีสถาน
เวลา ๑๔.๐๐ น.– ๑๔.๓๐น. - พิธีเปิดการแสดงปาฐกถาธรรม
- ประธาน(คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์)เดินทางมาถึง
- พิธีกรกล่าวต้อนรับ และกล่าวเชิญประธาน
- กล่าวรายงาน
โดย ประธานคณะกรรมการบริหารสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน)
(ศาสตราจารย์ อภินันท์ โปษะยานนท์)
- กล่าวเปิดการแสดงปาฐกถาธรรม
โดย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
( คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ )
เวลา ๑๔.๓๐น.-๑๗.๐๐น. - นำนั่งสมาธิ และแสดงปาฐกถาธรรม "สู่ศานติสมานฉันท์ : ความสุขอันเป็นหนึ่งเดียวในครอบครัวและสังคม" โดย พระภิกษุ ติช นัท ฮันห์
เวลา ๑๗.๐๐น.-๑๘.๐๐น. - พักผ่อนอิริยาบถ และเตรียมตัวสำหรับกิจกรรมเดิน วิถีแห่งสติ
เวลา ๑๘.๐๐น.-๒๐.๐๐น. - เดิน วิถีแห่งสติ (Peace Walk) รอบสวนลุมพินี

หมายเหตุ
· คณะผู้จัดมีความจำเป็นต้องปิดประตูอาคารในเวลา 14.30 น. ตรง เพื่อรักษาความสงบระหว่างการภาวนา จึงขอความร่วมมือจากทุกๆ ท่าน ในการรักษาเวลา
· กรุณาปิดเครื่องมือสื่อสารทุกชนิดในระหว่างร่วมกิจกรรม

ข้อขอความร่วมมือสื่อมวลชน ในงานปาฐกถาธรรมของพระอาจารย์ ติช นัท ฮันห์


ข้อแนะนำทั่วไป

· กรุณาช่วยรักษาบรรยากาศแห่งความสงบในงานปาฐกถาธรรมและกิจกรรมต่างๆ
· หากท่านมีคำถามถึงท่าน ติช นัท ฮันห์ ท่านสามารถส่งคำถามล่วงหน้าได้ทาง plum.pr@gmail.com โดยเราจะส่งคำถามให้พระอาจารย์ก่อนการดำเนินกิจกรรมทั้งหมด ท่านอาจได้รับคำตอบเหล่านั้นระหว่างที่ท่าน ติช นัท ฮันห์ แสดงธรรม
· ท่านสามารถใช้อุปกรณ์บันทึกเสียงได้ และเพื่อความสะดวกในการอัดเสียงที่ชัดเจน ทีมงานจะช่วยอำนวยความสะดวกวางอุปกรณ์บันทึกเสียงใกล้เครื่องขยายเสียง กรุณาติดต่อล่วงหน้า

ข้อแนะนำสำหรับการถ่ายภาพนิ่ง
· กรุณางดใช้แฟลช ตลอดการปาฐกถาธรรม เพราะจะเป็นการรบกวนพระอาจารย์ ติช นัท ฮันห์ในช่วงการบรรยายธรรม
· กรุณาถ่ายรูปอยู่ภายในพื้นที่ที่จัดให้ ขอความกรุณาไม่เดินไปมา เพราะจะเป็นการรบกวนการบรรยายธรรม
· แนะนำให้ท่านถ่ายรูปพระอาจารย์ ติช นัท ฮันห์ได้ ในช่วงก่อนเริ่มการบรรยายและท้ายการบรรยายธรรมที่จะเปิดให้มีการถาม-ตอบ หากท่านต้องการถ่ายภาพระหว่างการบรรยายธรรม โปรดใช้ความระมัดระวัง ไม่ให้เป็นการรบกวนท่าน ติช นัท ฮันห์และผู้ร่วมฟังการบรรยายธรรมทั้งหลาย
· หากสำนักข่าวใดต้องการภาพกิจกรรมต่างๆ ทางทีมทางสามารถจัดหาให้ได้ กรุณาแจ้งล่วงหน้า เพื่อจัดส่งให้ได้ทันทีหลังจบงาน

ข้อแนะนำในการถ่ายภาพเคลื่อนไหว (กล้องวีดีโอและกล้องบันทึกเทป)
· เพื่อเป็นการไม่รบกวนผู้ฟังการบรรยายธรรม ทีมงานสามารถอำนวยความสะดวกให้กล้องเพียง 5 ตัว ดังนั้นตุงขอความกรุณาแจ้งความประสงค์ความต้องการถ่ายภาพล่วงหน้าเพื่อเราจะได้จัดเตรียมสถานที่ก่อนงานเริ่ม
* สำหรับภาพเคลื่อนไหวและภาพนิ่งเราจะจัดพื้นที่ที่เหมาะสมให้กับท่าน ขอความกรุณาให้ท่านอยู่ในพื้นที่ที่จัดให้ตลอดการบรรยายเพื่อรักษาบรรยากาศแห่งความสงบ
* นอกเหนือจากช่วงเวลาบรรยายธรรม ท่านสามารถบันทึกภาพต่างๆ ได้ตามความเหมาะสม


สำหรับสื่อมวลชนที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกิจกรรม กรุณาติดต่อ
อุ๊ กรรณจริยา 086-789-7070
นิ้ง พรรัตน์ วชิราชัย 086 668 3722
แอน วรภา 081-586-4755

----------------------------------------------------------------------------

“วันแห่งสติ” เปี่ยมพร้อมไปด้วยพลังแห่งปัจจุบันขณะ

“เราควรฝึกสติทุกๆ วันและทุกๆ ชั่วโมง ประโยคนี้ดูจะพูดง่าย แต่ตอนปฏิบัติจริงไม่ใช่ของง่ายเลย ด้วยเหตุนี้ครูจึงเสนอแนะผู้ที่มาเรียนฝึกสมาธิกับครูว่าให้หาวันใดวันหนึ่งของสัปดาห์ เพื่ออุทิศให้กับการฝึกสติทั้งวันโดยเฉพาะ”

หนังสือ “ปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ”
ติช นัท ฮันห์


ในการดำรงชีวิตประจำวัน ใช่หรือไม่ที่เรามักหลงลืม “สติ” อยู่เสมอ เรามักรู้สึกว่า การงาน ชีวิตครอบครัว และสังคม ขโมยเวลาทั้งหมดของเราไปหมดสิ้น เราลืมแม้กระทั่งว่าเรากำลังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นขณะเดียวเท่านั้นที่เราดำรงชีวิตอยู่ได้


ท่านติช นัท ฮันห์ได้นำเสนอวีถีทางที่เราจะกลับเข้าหาตัวเอง ด้วยการให้เวลา 1 วันในสัปดาห์กับตัวเองอย่างเต็มที่ โดยถือว่าวันนั้นเป็น “วันแห่งสติ” ตั้งแต่ตื่นนอนในยามเช้าจนกระทั่งหมดวัน วันนั้นเราจะกลับมาตามลมหายใจในทุกอิริยาบถ ทุกๆ เวลาและการกระทำถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ และเมื่อเรามีสติเปี่ยมพร้อมในวันแห่งสติเช่นนี้บ่อยๆ วันที่เหลือก็จะเป็นวันแห่งสติด้วยเช่นกัน การฝึกเช่นนี้จะทำให้เรารู้สึกมีพลังในชีวิตประจำวัน เวลาแห่งการทำงาน เวลาของครอบครัวและสังคม ล้วนเป็นเวลาของเรา


ในวันแห่งสติเช่นนี้ เราอาจเข้าพึ่ง “สังฆะ” (กลุ่มเพื่อนที่ร่วมปฏิบัติธรรมด้วยกัน) หรือ “ครูทางจิตวิญญาณ” ด้วยการทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น นั่งสมาธิ สนทนาธรรม ทานอาหารอย่างมีสติ หรือเดินวิถีแห่งสติ


การเดินวิถีแห่งสติ เป็นหนึ่งกิจกรรมภาวนาของหมู่บ้านพลัม ซึ่งมิใช่การ “เดินจงกรม” อย่างที่เราคุ้นชิน


การเดินวิถีแห่งสติ คือการ “เดินสมาธิ” ที่เราจะเดินอย่างช้าๆ แต่ละก้าวอย่างอิสระและมั่นคง ไม่ใช่เดินก้าวยาวๆ ด้วยความรีบเร่ง ทุกย่างก้าวที่เราสัมผัสพื้นดิน คือการสัมผัสแผ่นดินแม่ผู้ให้กำเนิด


ขณะที่เราเดิน เราตระหนักรู้ถึงสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนที่เดินอยู่ข้างเรา ต้นไม้ นกน้อย ลมพัดเย็น หมู่เมฆสีขาว และผืนฟ้าอันกว้างใหญ่ไม่มีขีดจำกัด การเดินเช่นนี้ทำให้เรามองเห็นความมหัศจรรย์แห่งชีวิต เปี่ยมพลัง มีสุขภาพดี และสามารถมีสันติภาพในทุกย่างก้าว


เราอาจจะใช้บทกลอนท่องควบคู่ไปด้วยก็ได้ โดยกำหนดสองหรือสามย่างก้าวในแต่ละลมหายใจเข้าออก


หายใจเข้า "ฉันมาถึง" หายใจออก "ฉันถึงบ้าน"
หายใจเข้า "ฉันอยู่ที่นี่" หายใจออก "ฉันดำรงอยู่ในปัจจุบัน"
หายใจเข้า "ฉันสงบระงับ" หายใจออก "ฉันเป็นอิสระ"
หายใจเข้า "ปัจจุบันขณะอันประเสริฐ" หายใจออก "สถิตอยู่กับฉัน"


ข้อมูลเพิ่มเติม www.thaiplumvillage.org
องค์กรร่วมจัด
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
กลุ่มสังฆะแห่งสติ

วันอังคาร, พฤษภาคม 08, 2550

คุณค่าของการสะสม

ส่วนหนึ่งในการใช้ชีวิตของคนทั่วไปมักมีสิ่งรื่นรมย์เป็นของตนเอง แต่คนส่วนใหญ่ชอบตีความคำว่า ‘สิ่งรื่นรมย์’ ไปกับการเที่ยวเตร่ เข้าผับเข้าบาร์ หรือชอปปิ้งสินค้าเพื่อความสะใจ
ผมภูมิใจที่ไม่ได้ใช้ชีวิตเช่นนั้น มิใช่มองว่าไร้ค่าเสียทั้งหมด แต่เพราะการเที่ยวเตร่ไปวันๆ ไม่ถือเป็นการใช้ชีวิตอย่างภาคภูมิ แม้ไม่อาจปฏิเสธว่าชีวิตควรสรรหาความสุขใส่ตัวพอเป็นกับแกล้มให้กับลมหายใจ เพียงแต่ผมพอใจจะคลุกคลีกับบางสิ่งบางอย่าง โดยเฉพาะของสะสมที่ผมครอบครอง
รถไฟเป็นสิ่งที่ผมชื่นชอบ ผมสะสมสิ่งของต่างๆ เกี่ยวกับรถไฟมาตั้งแต่เด็ก อาทิ ถ้วยน้ำวาดลายสถานีหัวลำโพง รูปถ่ายรถไฟ แสตมป์รถไฟ จนถึงตั๋วรถไฟชนิดที่เป็นกระดาษแข็ง
แต่ของสะสมเกี่ยวกับรถไฟที่ผมมักนำไปโอ้อวดคนอื่นมากที่สุด...คือรถไฟจำลอง
พื้นฐานของคนเล่นรถไฟจำลองคือคนชอบรถไฟ และพื้นฐานของคนชอบรถไฟคือการครอบครองรถไฟ น่าเสียดายที่คนรักรถไฟไม่อาจซื้อรถไฟจริงมาประดับไว้หน้าบ้าน หรืออุตริไปขับรถไฟเล่น อย่างมากเพียงนั่งรถไฟชมวิวทิวทัศน์
การสะสมรถไฟจำลองจึงเป็นความฝันอันสูงสุดของคนรักรถไฟ ซึ่งเป็นความสุขยากจะหาใดเปรียบ
รถไฟจำลองเป็นของเล่นผู้ใหญ่ และเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับชีวิตผมมาเกือบ 20 ปี จำได้ว่าเมื่อครั้งอายุเพียง 7 ขวบ ชาวต่างชาติท่านหนึ่งซึ่งเคยมีพระคุณกับพ่อแม่ของผมในช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 ได้หอบหิ้วรถไฟจำลองจากสหรัฐฯ มาฝากผม
จวบจนปัจจุบัน ผมมีรถจักรในครอบครองหลายสิบคัน ตู้รถไฟเกือบสามสิบตู้ แต่ยังถือว่าน้อยกว่าเซียนรถไฟจำลองอีกหลายสิบคน
รวมถึงเซียนรถไฟจำลองที่ชื่อ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีที่สะสมรถจักรและตู้โดยสารมากกว่าผมหลายสิบเท่า
ถึงจะดูน้อยกว่าท่านนายกฯ แต่หากนำไปเทียบกับคนที่เพิ่งจะเริ่มเล่นก็ถือว่าผมมีมาก แต่กระนั้น ผมก็ยังไม่ยอมยุติจำนวนของสะสมให้เพิ่มปริมาณ และทั้งๆ ที่ช่องทางหารายได้ของผมไม่อาจทำเงินได้มากนัก แต่ผมก็ยังมุ่งมั่นซื้อเก็บเพื่อความรื่นรมย์ของผมเสมอ
รถไฟจำลองของผมส่วนใหญ่ผลิตในยุโรป ยี่ห้อที่ผมครอบครอง ได้แก่ Marklin, Trix, Roco, Lima, Piko, ส่วนระบบรางรถไฟ ผมเลือกใช้ของยี่ห้อ Bachmann ซึ่งเป็นยี่ห้อเดียวกับที่ท่านนายกฯ เลือกใช้เป็นระบบรางในเมืองจำลองของท่าน
ส่วนการวาง Lay-out (เมืองจำลอง) ของผมมีเพียงบ้านและอาคารสถานที่ไม่กี่หลัง นอกนั้นเป็นรางรถและต้นไม้จำลองประดับพอสวยงาม
ความสุขของคนทำรถไฟจำลองคือ การประกอบสร้างเมืองจำลอง
บางครั้งหากออกแบบไม่สวยงาม หรือทำให้รถไฟตกราง ผู้เล่นก็ต้องผจญกับความเครียดอยู่บ้าง ผมเองก็ค่อนข้างเครียดหากรถไฟจำลองตกราง แต่อุปสรรคดังกล่าวเป็นเพียงเรื่องทางเทคนิคที่สามารถแก้ไขได้
แต่สิ่งที่เครียดยิ่งกว่าคือการคร่ำคิดล่วงหน้าว่าหากผมมีอายุมากขึ้น มีรถไฟจำลองไว้ในครอบครองมากขึ้น ใครจะสนับสนุนรถไฟจำลองของผม
หลายครั้งที่ผมนั่งมองรถไฟแล่นผ่านเมืองจำลองที่มีขนาดใหญ่กว่าเตียงนอนเล็กน้อย หากเผลอมองถึงอนาคตเมื่อใดก็คล้ายความคิดด้านลบกำลังเล่นงาน
ความรู้สึกหวงแหนรถไฟจำลองเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน เนื่องเพราะวัตถุดังกล่าวมิใช่ทรัพย์สิน บ้านเรือน หรือที่ดินมรดกที่ใครก็สามารถส่งต่อถึงลูกหลาน
สิ่งดังกล่าวเป็นเพียง ‘ของเล่น’ ที่บางคนก็ชอบ บางคนก็ไม่ชอบ
และถ้าผมมีคนรัก เธอคนนั้นจะสนับสนุนให้ผมเล่นรถไฟจำลองหรือไม่ หรือหากผมมีลูก ถ้าเป็นลูกสาวก็อาจเสี่ยงกับการขายเป็นเศษเหล็ก
ด้วยเหตุและผลดังกล่าว กลายเป็นต่อมกระตุ้นว่า ถ้าไม่มีโอกาสเล่นในอนาคต ผมก็ต้องซื้อเก็บให้มากเข้าไว้ก่อนจะอดเล่น ความกระสันอยากในของสะสมจึงพอกพูน ทั้งที่ราคาของรถไฟจำลองก็ใช่ย่อย (หัวรถจักรหนึ่งคันตกราคาประมาณ 6,000 – 10,000 บาท)
มนต์สะกดที่ต้องการเพิ่มปริมาณทำให้ผมซื้อสะสมไว้เรื่อยๆ กระทั่งห้องนอนของผมเริ่มจะกลายเป็นหัวลำโพงขนาดย่อม
ไม่เพียงเท่านั้น ทุกครั้งที่ผมเปิดหนังสือเกี่ยวกับรถไฟจำลอง เมื่อเห็นภาพเมืองจำลองที่ตกแต่งไว้สวยงาม กิเลสตันหาเกี่ยวกับของสะสมก็พวยพุ่งจนบางครั้งถึงกับตัวสั่นงันงก อยากได้หัวรถจักรคันนั้นคันนี้
ความรู้สึกของผมเลวร้ายหนักขึ้นไปอีก หลังจากวงการรถไฟจำลองเกิดการขยายตัว มีการเปิดหน้าร้าน มีเวบไซต์ มีชมรมผู้เล่นรถไฟจำลอง โดยต้นเหตุเกิดจากกระแสของนายกรัฐมนตรีที่เล่นรถไฟจำลอง รวมถึงสังคมออนไลน์ที่ทำให้ผู้ชอบสะสมรถไฟจำลองหลายคนเกาะกลุ่มร่วมตัวตั้งเป็นสมาคม นัดพบปะสังสรรค์ในบางวาระ
มิติแรกถือเป็นนิมิตหมายที่ดี เพราะหากผู้นำเข้ารถไฟจำลองรับรู้ว่าลูกค้ามีความต้องการสูง สินค้าย่อมถูกลงตามกฎของอุปสงค์อุปทาน ทว่าในอีกมิติ ส่วนหนึ่งของการรวมตัวของคนชอบรถไฟจำลอง มักแฝงด้วยการอวดร่ำอวดรวย หยิบโชว์ของสะสมของตนว่าเป็นของมีระดับ
ผมเคยจดจ้องรถจักรของผู้เล่นคนหนึ่งที่นำหัวรถของตัวเองมาอวด รถจักรของเขาราคาเหยียบแสนบาท กระตุ้นความกระสันให้ผมไขว่คว้าเป็นเจ้าของ ความหมายของราคาที่ตีตราวัตถุ ลุกลามถึงจิตใจอย่างไม่อาจหยุดยั้ง
แต่ในบ่ายแก่ๆ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ขณะจำใจวิ่งรถไฟจำลองคันเก่า ผมก็ถามตัวเองว่า...อะไรคือความหมายของการสะสม
ตริตรองอยู่เป็นนานจึงพบว่า จุดหมายของการสะสม...มิใช่แค่การสะสม
เพราะการเล่นรถไฟจำลองนั้น ถ้าจิตใจยังเปี่ยมด้วยความทะยานอยาก หมกมุ่นจนยอมให้กิเลสแห่งการไขว่คว้าเข้าสิงสู่ ย่อมรู้สึกว่าสิ่งที่มีอยู่เดิมช่างน้อยนิด
แต่ถ้าลองเปลี่ยนวิธีคิดว่าหากต้องการสะสมเพียงเท่านี้ หรือในช่วงเวลานี้จะซื้อเก็บเพียงเท่านี้ ย่อมมองเห็นคุณค่าของสิ่งสะสม จนกลายเป็นมิติเวลาแห่งความสุข เป็นการพักผ่อนหลังจากตรากตรำทำงานมาทั้งวัน แถมยังเป็นสิ่งชักชวนให้รับรู้ประวัติความเป็นมาของกิจการรถไฟ ซึ่งคนรักรถไฟส่วนใหญ่มักชอบค้นคว้าเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว
หลังจากทดลองเปลี่ยนวิธีคิด ความสุขในการสะสมรถไฟจำลองเริ่มกลับมาหาผมอีกครั้ง แม้จะยังยืนยันว่าชีวิตนี้คงจะเล่นรถไฟจำลองไปตลอด กระนั้นก็ต้องพยายามตั้งรับกิเลสที่ถามหาอยู่เป็นระยะ ซ้ำต้องท่องจำอีกด้วยว่า ของสะสมคือวัตถุอันเย้ายวนที่กำลังทดสอบจิตใจเราว่าจะจัดการกับความต้องการไม่สิ้นสุด มิให้ล่วงเกินความพอดีได้อย่างไร
เพราะหากจัดการกับสิ่งเหล่านี้ได้ ‘ความพอดี’ กับ ‘ของสะสม’ ย่อมอยู่ร่วมกันได้

ชีวิตรื่นรมย์ // โพสต์ทูเดย์ // ฉบับวันอังคารที่ 1 พฤษภาคม 2550
โมน สวัสดิ์ศรี media4joy@hotmail.com
กลุ่มสื่อสร้างสรรค์ www.happymedia.blogspot.com
สนับสนุนโดยศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

วันศุกร์, พฤษภาคม 04, 2550

บ้านเมืองปลอดกิเลส


ข่าวคราวแหล่งท่องเที่ยวทางนิเวศวัฒนธรรมชื่อดังอย่างตลาดน้ำอัมพวา คงเป็นที่คุ้นหูของใครหลายคนดีอยู่แล้ว และอาจมีสักครั้งหรือมากกว่าที่คุณมีโอกาสได้ไปเยือนที่นี่ ติดใจ ประทับใจ และอยากชักชวนต่อให้คนรู้จักได้ไปสัมผัสวิถีชีวิตไทยๆดั้งเดิมที่หาดูได้ยากยิ่งอย่างนี้

สภาพของช่วงสามวันแห่งการเปิดตลาดสุดสัปดาห์ โดยเฉพาะเสาร์อาทิตย์ ไปดูเอาเถิดว่าคลื่นมหาชนหลั่งไหลในลำน้ำสายเล็กๆนั้นเป็นอย่างไร สิ่งนี้คงเป็นเครื่องยืนยันได้ว่าเราๆ ไม่ว่าจะมาจากกรุงเทพฯ หรือเมืองต่างจังหวัดใกล้ไกลอื่นๆ ล้วนแต่คิดเหมือนๆกัน ล้วนแต่ “โหยหา” วิถีแห่งอดีตอันงดงามเหมือนๆกัน



อดีตที่อัมพวาไม่ได้หมายเฉพาะสถาปัตยกรรม โบราณสถาน โบราณวัตถุ แต่ที่วิเศษที่สุดก็คือ ผู้คน การดำรงชีวิต และทัศนคติวิธีคิด

บ้านเมืองในสังคมเกษตรกรรม พึ่งพาอาศัย มีมิตรจิตมิตรใจต่อกัน และอยู่บนรากฐานของความพอเพียง

ทั้งหมดไม่ได้ถูกเซ็ทให้เข้ากับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับล่าสุด หรือรณรงค์ไปตามเทรนด์เมื่อเราหันมาฮิตเรื่องดัชนีชี้วัดความสุข หากนั่นเป็นวิถีชีวิตเดิมๆของคนไทยเรา เป็นเรื่องเก่า เรื่องปกติ ที่เราบริหารประเทศกันอีท่าไหนไม่รู้ เรื่องเหล่านี้ถึงกลายเป็นแค่เรื่องเล่าจากอดีตไปในเวลาแค่ชั่วคนเดียว

และโดยเหตุที่สภาพชุมชนของอัมพวา หรือจะว่าไปก็ของเมืองแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงครามทั้งเมืองนั่นแหละ มีความเข้มแข็ง (หรือโชคดี) ที่รักษาลักษณะดั้งเดิมนี้ไว้ได้ ในขณะที่เมืองอื่นเกือบทั้งประเทศกลายพันธุ์เป็นสังคมอุตสาหกรรมกระหน่ำบริโภคนิยมกันไปหมดแล้ว นี้จึงกลายเป็นจุดขายที่ทำให้อัมพวาได้รับความสนใจท่วมท้นแทบจะทันทีที่ถูกเปิดตัว

แต่มีข้อสังเกตที่สวนทางอย่างน่าแปลกใจและน่าเสียดาย คือ
ในขณะที่เราหลงใหลและอยากกลับไปสัมผัสวิถีเดิมแท้ เราส่วนใหญ่กลับช่วยๆกันสร้างความแปลกปลอม ซ้ำร้ายบางอย่างกลายเป็นการทำลายบรรยากาศไปเสียได้แม้ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม

เราอยากเปลี่ยนบรรยากาศมาอยู่อย่างเรียบง่ายสไตล์โฮมสเตย์ แต่จะดีมากกว่าหากที่พักถูกจัดสรรอย่างสะดวกสบาย มีแอร์ด้วยไหม อาหารเช้าอย่างไร ยิ่งตึกใหม่ๆใหญ่โตสวยหรู ติดไฟสว่างไสวยิ่งดูน่าดึงดูดใจ

เราอยากชมหิ่งห้อย แมลงตัวน้อยๆที่เปล่งแสงสดใสตามต้นลำพู แต่กลับสะดวกใจที่ได้ใช้บริการเรือหางยาวเครื่องแรงลำเล็กปราดเปรียว ที่สามารถซอกซอนพาเราเข้าไปใกล้ชิดชนิดจับต้องกันได้กับเจ้าหิ่งห้อย เราหัวเราะส่งเสียงร้องเรียกชี้ชวนกันดูหิ่งห้อย เรายิ้มเริงร่าที่จะได้ชักภาพโดยใช้ไฟแฟลชช่วยเก็บรูปคู่กับเจ้าหิ่งห้อยได้ชัดๆ เรายินดีที่คนขับเรือช่วยส่องสปอร์ตไลท์นำสายตาไปตามต้นลำพูและตามต้นไม้ที่นกยางเกาะคอนหลับสงบอยู่ เราเอาแต่นึกว่านี่คุ้มกับค่าเรือนำชม 60 บาทที่จ่ายไปแล้วหรือยัง

จะมีเพียงบางอึดใจไหมที่เราได้ลองนึกสังเกตว่า สภาพทั้งหมดนี้จะกระทบกระเทือนวิถีชีวิตอันอ่อนไหวของแมลงหิ่งห้อย ซึ่งเปราะบางเหลือเกิน ซึ่งชอบอาศัยอยู่กับธรรมชาติสะอาดและสงบ ซึ่งหาไม่ได้แล้วในที่ไหนๆ ซึ่งเราเลยต้องถ่อมาดูแมลงบ้านๆไกลถึงที่นี่ เพราะมันมีเยอะที่สุดที่นี่เป็นที่สุดท้ายแล้ว ซึ่งทุกวันนี้แมลงเหล่านี้ก็หลงเหลืออยู่เพียงไม่ถึงหนึ่งในสิบเสียแล้ว
ฯลฯ

2-3 ปีก่อน เรือนแถวไม้ริมน้ำคลองอัมพวายังถูกทิ้งร้างนับมาตั้งแต่การตัดถนนเส้นทางสัญจรทางบกสะดวกสบาย ผู้คนทิ้งถิ่น เลิกอาชีพทำสวนทำประมงพื้นบ้านที่แสนเหนื่อยยาก เข้าไปทำงานในเมืองหลวงและตามแหล่งอุตสาหกรรม มาวันนี้ที่กระแสนักท่องเที่ยวหลั่งไหล อัมพวาคึกคักขึ้นก็จริง แต่หลายๆพื้นที่ถูกแปรสภาพตัดต้นไม้ถมที่ทำรีสอร์ทโฮมสเตย์ เรือนำเที่ยวจากต่างถิ่นมุ่งเข้ามาขุดทอง วิถีชีวิตเจือจานเกื้อกูลถูกครอบงำทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างกลายเป็นของมี “ราคา” เป็นสินค้า มีไว้ซื้อขาย ซ้ำสิ่งแวดล้อมตามสภาพธรรมชาติก็รังแต่จะถูกรบกวนหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ

ไม่อยากมองโลกแง่ร้ายนึกไปถึงว่า จุดจบของชุมชนเก่ากี่แห่งต่อกี่แห่งที่เจอ “ททท – ท่องเที่ยวทำลายไทย” พังระนาวไปตามๆกัน หวั่นใจว่าอัมพวาจะกลายเป็นน้องใหม่ล่าสุดไหม ทั้งๆที่รักษาตัวตนมาได้ยาวนาน แต่การยืนต้านกระแส ใครก็รู้ว่ามันยากขนาดไหน ยิ่งในความเชี่ยวกรากของเม็ดเงินสะพัด การยืนหยัดโดยไม่ล้ม โค่น หรือถูกซัดเซพเนจรยิ่งยากขึ้นเท่าทวีคูณ

ชุมชนคนอัมพวารู้ไม่ใช่ไม่รู้ ช้าแต่ไม่ใช่เฉื่อย ซื่อแต่ไม่ใช่เซ่อ เขาพยายามรวมตัวกัน เขายืนยันที่จะเปิดตลาดทำเป็นเมืองท่องเที่ยวแค่สามวัน และขอดำเนินชีวิตอย่างสงบสุขตามเดิมในสี่วันที่เหลือ คนอัมพวารุ่นเก่าเคยรักและภาคภูมิใจในท้องถิ่นของตนอย่างไร บัดนี้ความรู้สึกนั้นกำลังค่อยๆกลับคืนมาอีกครั้งในคนรุ่นใหม่ เมื่อมีคนที่อื่นที่ไกลจะเข้ามากอบโกยทำลายบ้านเขา เขาพยายามช่วยๆกันส่งเสียงร้องเตือนเท่าที่กำลังเล็กๆปราศจากอาวุธกฎหมายคุ้มครองจะพอทำได้

จุดสังเกตง่ายๆคือ ในจังหวัดนี้คุณจะเห็นมีเซเว่นอีเลฟเว่นท์น้อยที่สุด ขณะที่โชห่วยแบบบ้านๆยังกระจัดกระจายอยู่ทุกหัวระแหงแม้ตามซอกซอยเล็กๆ นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือเพราะเศรษฐกิจชุมชนไม่ดี แต่เพราะคนที่นี่เขาช่วยๆกันยันไม่ให้มินิมาร์ทแฟรนไชส์รุกล้ำกล้ำเกินมากไป

ยังมีคนจังหวัดไหนคิดเรื่องแบบนี้บ้าง?

และหากว่าจะมีสักครั้งที่คุณคิดอยากให้รางวัลกับชีวิต หลบไปท่องเที่ยวใกล้ๆกรุงฯ แล้วคุณเลือกอัมพวา อย่ามัวเอาแต่ทำตัวเป็นนักท่องเที่ยวตามกระแสให้เสียเที่ยว

ลองเปิดโอกาสให้ตัวเองได้สัมผัสกับเนื้อแท้ตัวตนของชุมชน (ซึ่งอาจไม่ได้เพียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากนัก) ด้วยเนื้อแท้ตัวตนแห่งจิตวิญญาณความเป็นไทยที่คุณมีอยู่เต็มเปี่ยมไม่ว่าจะโดยสัญชาติหรือศาสนาใด

ลองเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ทำความเข้าใจว่าเพราะเหตุใด บ้านนี้เมืองนี้ซึ่งอยู่ใกล้กรุงเทพฯแค่เจ็ดสิบกว่ากิโลเมตรถึงยังคงสภาพสังคมอบอุ่นอ่อนโยนไว้ได้อย่างเข้มแข็ง ทั้งๆที่เมืองคู่แฝดอย่างมหาชัยกลายสภาพเป็นดงโรงงานไปนานแล้ว

(คำตอบที่ขอให้ไว้พอสังเขปคือ ด้วยสภาพพิเศษของระบบนิเวศเมืองสามน้ำ คือ น้ำเค็ม น้ำจืด น้ำกร่อย ซึ่งเป็นตัวกำหนดลักษณะอาชีพและการดำเนินชีวิต คนแม่กลองไม่ทำสวนก็ทำประมงเป็นหลัก ทั้งสองอาชีพเหมือนกันตรงที่ต้องอาศัยความเพียรและละมุนละม่อม พิถีพิถันเอาใจใส่และช่างสังเกต ชาวสวนวันๆต้องขึ้นต้นมะพร้าวเอาน้ำตาลวันละสองรอบตลอดแปดเดือนในหนึ่งปี คนประมงพื้นบ้านกินนอนออกเรืออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ขนาดทำรายได้ให้ไม่ขัดสน แต่เวล่ำเวลาที่จะไปใช้เงินเที่ยวเตร่ไม่มี ทำงานเหนื่อยค่ำลงก็นอน เช้าตื่นมาขยันต่อ ช่องทางจะเข้าไปเฉียดใกล้อบายมุขน้อย ช่องทางก่อหนี้สินรุงรังน้อย ผู้คนก็มีอิสระ พึ่งพาตัวเองได้ หยิ่งในศักดิ์ศรี และอยู่ร่วมกันโดยไม่เบียดเบียน จึงไม่จำเป็นต้องวิ่งเปลี่ยนตัวเองตามกระแสโลก)

ลองเปิดโอกาสให้ตัวเองไปกิน-ไปนอน-ไปอยู่ ในบ้านเมืองที่โมงยามตามเข็มยาวสั้นของนาฬิกาไม่ได้มีความหมายไปกว่าเวลาน้ำขึ้นน้ำลง ที่นี่ความเร่งรีบรวดเร็วไม่ใช่สรณะ สิ่งบันเทิงไม่ใช่อยู่ในจอทีวี หากแต่เป็นจินตลีลาระบำในน้ำของปลาเสือปลาตะเพียน ทำบุญใส่บาตรพระพายเรือก่อนตะวันขึ้น กินขนมกินผลไม้กินอาหารรสชาติบ้านๆที่ทำใหม่ๆจากในครัวไม่ใช่พะยี่ห้อของโรงงาน เสพบรรยากาศพระอาทิตย์ตกลับทิวยอดมะพร้าวยามโพล้เพล้ที่งามจับใจ พระจันทร์ทั้งข้างขึ้นข้างแรมก็สวยทั้งนั้นเมื่อไม่มีมุมตึกมาบดบัง และหลับสบายไปในค่ำคืนแสนสงบที่แสงดาวกับแสงหิ่งห้อยสุกสกาวเท่าๆกัน

นี่ไม่ใช่บทพร่ำพรรณนาของนิยายโรแมนติก ทั้งหลายทั้งปวงมีอยู่จริง และนี้แหละคือ “ชีวิตรื่นรมย์” ที่แท้ มนุษย์เราจะปรารถนาสิ่งใดมากไปกว่านี้ เงินทองหน้าที่การงานยังไม่จีรังเท่า แล้วจะเข้าใจว่าคนที่ดำรงตนอยู่ในสภาพบ้านเมืองปลอดกิเลสตัณหานั้นมีชีวิตที่มีคุณภาพอย่างไร กิเลสตัณหาที่ก่อตัวอยู่ทุกวันในใจเราก็พลอยได้เสื่อมสลายบางเบาลงไปด้วย

สุดท้ายของการไปเยือนในฐานะแขก เราควรมีส่วนช่วยเจ้าบ้านดูแลบ้าน ด้วยความสำนึกที่เขาสู้อุตส่าห์รักษาสภาพสังคมงามๆให้วันนี้เราได้มาชื่นชม โดยการไม่อุดหนุนกิจการหากำไร (เป็นต้นว่าเรือหางยาวนำเที่ยวซึ่งอันตรายและสร้างความเดือดร้อนรำคาญ) อันก่อให้เกิดวงจรอุบาทว์จากการท่องเที่ยว หรือการไม่ยัดเยียดค่านิยมน่ารังเกียจที่เรานำติดตัวไปจากเมืองใหญ่

เที่ยวอัมพวาอาจไม่สนุกแบบเที่ยวในเมืองหลวง แต่รับรองได้ว่ามีความสุข ไม่เชื่อลองปล่อยให้ลมหายใจของเราดำเนินไปกับสรรพชีวิต ธรรมชาติ และสายน้ำอย่างสอดคล้องด้วยจิตคารวะเถิด แล้วจะซึ้งว่า...

ที่ใดไม่มีกิเลสหนา ที่นั่นเราจักได้อยู่เย็นเป็นสุข



เรื่อง ภัทรพร อภิชิต media4joy@hotmail.com
ภาพ วีรวุฒิ กังวานนวกุล