วันพุธ, กุมภาพันธ์ 22, 2549

สุขภาวะทางจิตวิญญาณกับการแพทย์




ใครสนใจเรื่องการเจ็บ การตายอย่างมีความสุข มีความหมาย ลองไปงานนี้ดูนะค่ะ




เวทีสาธารณะเรื่อง “สุขภาวะทางจิตวิญญาณกับการแพทย์”
วันจันทร์ที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ เวลา ๐๘.๓๐ – ๑๖.๓๐ น.
ห้องประชุม ๓๐๔ ตึกอานันทมหิดล คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


๐๘.๓๐ – ๐๙.๐๐ น. กล่าวเปิดงาน และชี้แจงที่มาของการจัดงาน
โดย นพ.ปรีดา ทัศนประดิษฐ์ ประธานคณะกรรมการเวชจริยศาสตร์โดย นายสรยุทธ รัตนพจนารถ ผู้จัดการแผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ


๐๙.๐๐ – ๑๐.๐๐ น. สนทนาเรื่อง แนวคิดจิตวิญญาณกับวิทยาศาสตร์การแพทย์: จุดร่วม/จุดต่าง
โดย สุวรรณา สถาอานันท์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
วิชิต เปานิล คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ดำเนินรายการโดย นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์
๑๐.๐๐ – ๑๐.๑๕ น. พักรับประทานอาหารว่าง
๑๐.๑๕ – ๑๒.๐๐ อภิปรายเรื่อง แนวทางการส่งเสริมมิติทางจิตวิญญาณและการแพทย์แบบองค์รวม
- มิติจิตวิญญาณกับการดูแลผู้ป่วยมะเร็ง
โดย นพ.โรจน์รุ่ง สุวรรณสุทธิ
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
- มิติจิตวิญญาณกับการอภิบาลผู้ป่วย
โดย ทัศนีย์ ทองประทีป วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์
- มิติจิตวิญญาณกับการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย
โดย นพ.พรเลิศ ฉัตรแก้ว คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ดำเนินรายการโดย
นพ.ชนวัธน์ เทศะวิบุล โรงพยาบาลศูนย์มะเร็งกรุงเทพฯ
๑๒.๐๐ – ๑๓.๐๐ น. พักรับประทานอาหารกลางวัน
๑๓.๐๐– ๑๓.๔๕ น. ศาสนากับการแพทย์ที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ : เรียนรู้จากองค์กรพุทธฉือจี้
โดย นพ.อำพล จินดาวัฒนะ ผู้อำนวยการสำนักงานปฏิรูประบบสุขภาพ
๑๓.๔๕ – ๑๖.๐๐ น. เสวนากลุ่มย่อย การขับเคลื่อนสุขภาวะจิตวิญญาณ แบ่งเป็น ๔ กลุ่มย่อย
(๑) การแพทย์ทางเลือกกับมิติจิตวิญญาณ
วิทยากรนำ : นายยงศักดิ์ ตันติปิฏก สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ
(๒) การผสมผสานมิติจิตวิญญาณในระบบโรงพยาบาล
วิทยากรนำ : อาภรณ์ เชื้อประไพศิลป์
คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
(๓) การฟื้นฟูทางจิตวิญญาณกับผู้ติดยา
วิทยากรนำ : นพ.พิชัย แสงชาญชัย โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า
(๔) การพัฒนาหลักสูตรแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์
วิทยากรนำ : นพ.สกนธ์ สิงหะ
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
- นำเสนอกลุ่มใหญ่
ดำเนินรายการโดย
นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ สถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้
(พักรับประทานอาหารว่าง ระหว่างกลุ่มย่อย)
๑๖.๐๐ – ๑๖.๓๐ น. สะท้อนความเห็นจากการประชุม : มุมมองจากสหวิทยาการ
โดย สุวรรณา สถาอานันท์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จุมพล พูลภัทรชีวิน
คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ดำเนินรายการโดย นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์
๑๖.๓๐ น. ปิดการประชุม

วันอาทิตย์, กุมภาพันธ์ 19, 2549

สื่อ: สุนัขนั่งตัก หรือสุนัขเฝ้าบ้าน?



บทความดีๆใน Post Today




โอกาสที่สื่อจะกู้เกียรติภูมิกลับมา
ดร.วิลาสินี พิพิธกุล

ยังเหลือเวลาอีกหนึ่งสัปดาห์ที่สื่อมวลชน โดยเฉพาะโทรทัศน์ และวิทยุ จะพิสูจน์ให้ประชาชนได้เห็นว่า สื่อยืนอยู่ข้างประชาชน หรือ
ยืนอยู่ฟากเดียวกับกลุ่มทุนการเมือง ที่ใช้ทั้งอำนาจอุปถัมภ์ และอำนาจกรรมสิทธิ์ในการครอบครองสื่อ

ก่อนวันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้ สื่อวิทยุและโทรทัศน์ที่ยังมีอุดมการณ์เพื่อสาธารณะอยู่นั้น จึงน่าจะรีบใช้โอกาสนี้ กู้ชื่อเสียงและความเชื่อมั่นแห่งการเป็นฐานันดรที่สี่กลับคืนมา หลังจากที่ความไม่เป็นกลางของสื่อจำนวนหนึ่ง
ได้ส่งผลให้สื่อทั้งมวลถูกระบายสีอย่างเปรอะเปื้อนไปทั่วกันหมด และถูกขนานนามจากกลุ่มวิพากษ์สังคมว่า สื่อมวลชนเป็นได้แค่ “สุนัขนั่งตัก” มิใช่สุนัขเฝ้าบ้าน

ห้าปีที่ผ่านมาของรัฐบาลทักษิณ น่าจะเพียงพอแล้ว สำหรับการทำให้โครงสร้างของระบบสื่อสารมวลชนไทยถูกสั่นคลอน และตกอยู่ในสภาพของ “วัฒนธรรมแห่งความเปราะบางและหวาดกลัว”จนผู้ที่เกี่ยวข้องกับสื่อในทุกระดับ เลือกที่จะเซ็นเซอร์ตัวเองด้วยการไม่นำเสนอข่าวของฝ่ายคัดค้านรัฐบาล หรือบิดประเด็นข่าวบางแง่มุม
เพื่อไม่ให้เกิดภาพลบกับรัฐบาล

สถานการณ์ที่จัดได้ว่าเป็นการสั่นคลอนระบบสื่อ และสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนนั้น เริ่มมาตั้งแต่ที่รัฐบาลพรรคไทยรักไทยเข้ามาบริหารประเทศในต้นปี 2544

ซึ่งในช่วงต้นนั้น ยังเป็นลักษณะของการสั่งระงับรายการบางตอน หรือทำให้เสียงสัมภาษณ์สดบุคคลทางการเมืองบางคนขาดหายไป โดยอ้างเหตุขัดข้องทางเทคนิค หรือให้ยกเลิกรายการบางรายการ โดยอ้างเหตุผลว่าผู้ดำเนินรายการไม่มีใบอนุญาตผู้ประกาศข่าว

สถานการณ์การคุกคามสื่อในช่วงสองปีแรกของรัฐบาล ดูไม่อึกทึกครึกโครมหรือมีผลให้
ประชาชนทั่วไปรู้สึกเดือดร้อนมากนัก จะมีก็แต่กลุ่มนักสิทธิมนุษยชน และนักเคลื่อนไหวเพื่อการปฏิรูปสื่อเท่านั้น ที่เริ่มส่งสัญญาณบอกสังคมว่า กำลังเกิดอะไรขึ้นกับสิทธิการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน

แต่พอกลางปี 2546 เป็นต้นมา สถานการณ์ต่างๆ เริ่มชัดเจนและรุนแรงมากขึ้นตามลำดับ เพราะการที่รัฐบาลใช้ความได้เปรียบทางการเมืองและการบริหาร เข้าไปจัดวางโครงสร้างสื่อที่เป็นของรัฐ ให้เอื้อต่อผลประโยชน์ทางธุรกิจและการเมืองของกลุ่มตน ได้ส่งผลให้เกิดการกวาดต้อนสื่อ เข้ามาเป็นพวกพ้องอย่างยกใหญ่ และในขณะเดียวกัน ก็เกิดยุทธการของการผลักดันสื่อที่ไม่ยอมเป็นพวกออกไปจากอาณาจักร

การแทรกแซงในระดับโครงสร้างขององค์กรสื่อนี้ มีตั้งแต่การใช้กลยุทธ์ของการให้ทุนสนับสนุนในรูปแบบของโฆษณา การใช้หน่วยงานราชการ ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์สถานี มาสั่งการยกเลิกสัญญากับรายการข่าวบางบริษัท โดยอ้างเพียงเหตุผลของการปรับผังรายการ การชิงต่อสัญญาสัมปทานระยะยาวให้กับสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 และช่อง 7 การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ อสมท. การแก้ไขสัญญาของไอทีวี จนทำให้ทีวีเสรีเพื่อปวงชนพลิกโฉมกลายเป็นทีวีเชิงพาณิชย์ และได้รับการปรับลดค่าสัมปทานที่ต้องจ่ายให้รัฐ
ทำให้ประเทศชาติต้องสูญเสียผลประโยชน์อันควรจะเป็นของสาธารณะไปอย่างมหาศาล

ทั้งหมดนี้ ยังไม่นับรวมอีกหลายสิบกรณีของการปลดนักข่าว การเปลี่ยนตัวผู้บริหารสถานีหรือบรรณาธิการข่าว การส่งคนเข้ามาแทรกซึมความเป็นอิสระของกองบรรณาธิการ
การเข้าไปจัดการกับเนื้อหาและสัดส่วนรายการของสื่อต่างๆ และล่าสุดคือ กรณีการปลดบุญยอด สุขถิ่นไทย ผู้จัดรายการ “ข่าววันใหม่” ทางช่อง3 เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยไม่แจ้งล่วงหน้า และให้เหตุผลเพียงแค่ต้องการปรับปรุงรูปแบบรายการใหม่ ทั้งๆ ที่เข้าใจกันได้ไม่ยากว่า น่าจะมีเหตุผลอยู่เบื้องหลังการออกใบสั่งครั้งนี้

ยังมีการแทรกแซงในรูปแบบของการเพิกเฉยละเลยกลไกของรัฐธรรมนูญ เช่น การปล่อยให้เกิดความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงของกระบวนการสรรหา กสช. การแปรสัญญาโทรคมนาคมที่ทำให้เกิดความได้เปรียบและผูกขาดของกลุ่มทุนในซีกรัฐบาล การกว้านซื้อหุ้นในกิจการสื่อสารมวลชนของกลุ่มธุรกิจการเมืองเครือญาติและเพื่อนฝูง

การรุกรานวิทยุชุมชนด้วยการหนุนให้วิทยุชุมชนมีโฆษณา จนทำให้เกิดความขัดแย้งกันเองของวิทยุชุมชนแบบสองขั้ว และความพยายามที่จะแปรรูปกิจการสื่อสาธารณะอย่างช่อง 11 ให้เป็นเชิงพาณิชย์มากขึ้น
อีกทั้งมีการใช้เครื่องมือทางกฎหมายฟ้องหมิ่นประมาทสื่อ และผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล เช่น กรณีการฟ้องคดีหมิ่นประมาทสุภิญญา กลางณรงค์ และหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ถึง 400 ล้านบาท การพิพากษาคดีอาญาแก่เสถียร จันทร ตัวแทนวิทยุชุมชน อ่างทอง ซึ่งทั้งสองกรณีนี้เป็นที่เข้าใจกันดีว่า เป็นการฟ้องร้องเพื่อปรามรายอื่นๆ แม้ทางฝ่ายทนายของบริษัทชินคอร์ปฯ จะยื่นข้อเสนอเมื่อกลางสัปดาห์นี้ เพื่อขอถอนฟ้องคดีของสุภิญญา แต่ก็เป็นที่น่าเคลือบแคลงใจว่าทำไมมาขอยอมความในช่วง
ที่นายกฯ กำลังอยู่ในภาวะขาลงเช่นนี้

กรณีการแทรกแซงสื่อดังที่กล่าวมานี้ ได้ส่งผลให้เกิดการผูกขาดทางความคิด ควบคุมเนื้อหา และกำหนดวาระข่าวสารที่สังคมควรจะรู้ ดังจะเห็นได้จากการครองพื้นที่สื่อทางวิทยุทุกเช้าวันเสาร์ของนายกฯ ที่เป็นการสื่อสารแบบทางเดียวมาโดยตลอด การจัดฉากเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของสาธารณะ เช่น เรียลลิตี้โชว์ที่อาจสามารถ หรือการปิดกั้นโอกาสรับรู้ข้อมูลข่าวสารของสาธารณะ ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงและชีวิตของประชาชน เช่น การผูกขาดข่าวสารกรณีไข้หวัดนกเมื่อต้นปี 2547

ห้าปีแห่งแรงกดดันที่รัฐบาลกระทำกับสื่อ ทำให้สื่อมวลชนกลายเป็นสถาบันที่ได้รับความน่าเชื่อถือเกือบต่ำสุดจากประชาชน
และทำให้สื่อถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นกลาง ความเป็นอิสระอย่างมากมาย จนกล่าวได้ว่าไม่มียุคสมัยใดที่เรื่องของจริยธรรม และความรับผิดชอบของสื่อ จะถูกท้าทายและวิพากษ์วิจารณ์หนักเท่ากับยุคสมัยนี้

การร้องเรียนของผู้สื่อข่าวทีวีบางช่องว่าถูกปฏิบัติจากกลุ่มผู้ชุมนุมเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์อย่างไม่เป็นธรรมนั้น ย่อมเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความไม่พอใจที่ประชาชนมีต่อสื่อ แม้การใช้ความรุนแรงของคนเหล่านั้นเป็นสิ่งไม่พึงกระทำ และนักข่าวเหล่านี้เป็นเพียงปลายเหตุของปัญหาก็ตาม

แต่สื่อต้องใช้โอกาสนี้ใคร่ครวญว่ากระแสความไม่พอใจเหล่านี้สืบเนื่องมาจากสาเหตุใด การติดตามตรวจสอบการรายงานข่าววันที่ 11 กุมภาพันธ์ของสถานีโทรทัศน์แบบฟรีทีวีทั้ง 6 ช่องโดยโครงการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อ (Media Monitor)
ยืนยันให้เห็นว่าสื่อขาดความเป็นธรรมทั้งในมิติของการให้พื้นที่

การเสนอภาพและเสียงของแหล่งข่าว คือ ให้น้ำหนักไปที่การถ่ายทอดสดภารกิจของนายกฯ ที่ภาคใต้ และกลุ่มของผู้สนับสนุนนายกฯ มากกว่าการถ่ายทอดเหตุการณ์และสาระจากการชุมนุม

ผลการศึกษาที่ทำอย่างเป็นระบบเช่นนี้ น่าจะกระตุ้นให้สื่อได้พิจารณาตัวเอง และร่วมกันวางแนวทางที่จะเสนอข่าว ของทั้งฝ่ายสนับสนุน และฝ่ายไม่สนับสนุนรัฐบาล อย่างเป็นธรรมและเป็นกลาง ระมัดระวังการชี้นำ และการใช้ภาษา ที่ตอกย้ำอคติ หรือสร้างความเกลียดชังระหว่างกัน

สื่อต้องหาทางที่จะฝ่าพ้นวิกฤติแห่งศรัทธาที่สั่งสมมากว่าห้าปีออกไปให้ได้ ด้วยการแสดงให้เห็นว่า การทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของสาธารณะ ยังเป็นเจตนารมณ์อันยิ่งใหญ่ของสื่อ ถ้าไม่เช่นนั้น เกียรติภูมิของสถาบันแห่งนี้ก็คงไม่หลงเหลืออีกต่อไป

วันเสาร์, กุมภาพันธ์ 18, 2549

สร้างสื่อเข้าใจอาชญากรรมทางเพศ




การวิเคราะห์ข่าวเรื่องเพศในหนังสือพิมพ์กับแนวทางใหม่ในการทำข่าว

โดย คณะทำงานพัฒนาแนวทางการเสนอข่าวประเด็นผู้หญิง*


หนังสือพิมพ์มีความสำคัญในฐานะเป็นสื่อกลางในการรายงานเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นให้กับสมาชิกในสังคม

หนังสือพิมพ์จึงเป็นเสมือนกระจกเงาสะท้อนภาพของสังคมได้ในแง่มุมหนึ่ง แต่ที่ผ่านมาสื่อหนังสือพิมพ์ได้รับเสียงท้วงติงจากสังคมอยู่บ่อยครั้งว่า ในการนำเสนอข่าวประเด็นผู้หญิง โดยเฉพาะความรุนแรงทางเพศนั้น มักจะละเมิดสิทธิของผู้ที่ตกเป็นข่าวทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว

หลายครั้งเป็นการตอกย้ำความเข้าใจผิดต่างๆ ที่หล่อเลี้ยงวงจรความรุนแรงทางเพศ
ภาพลักษณ์ของหนังสือพิมพ์ในฐานะกลไกผลิตซ้ำ และสร้างมายาคติในสังคม ได้รับการยืนยันจากผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ที่มีต่อการพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิง ซึ่งสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ได้ร่วมมือกับสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และมูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง สอบถามความคิดเห็น โดยสุ่มกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนทั่วไปที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ทุกสาขาอาชีพ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด จำนวนรวมทั้งสิ้น 1,023 คน

ผลการสำรวจพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ร้อยละ 75.56 เห็นว่าสื่อมีอิทธิพลต่อความคิด และพฤติกรรมของผู้บริโภคสื่อเป็นอย่างมาก และร้อยละ 70.09 คิดว่าการพาดหัวข่าวประเด็นผู้หญิง ปัญหาทางเพศ ความรุนแรงในครอบครัวของหนังสือพิมพ์ส่งผลกระทบต่อสังคม โดยเป็นการชี้นำ อาจมีผู้ทำตามได้ และมีการใช้ถ้อยคำที่รุนแรงส่งผลกระทบต่อจิตใจของผู้กระทำ

ความเข้าใจของผู้อ่านต่อปัญหาความรุนแรงทางเพศ
เมื่อสอบถามผู้อ่านว่า จากการอ่านพาดหัวข่าว ข่าวข่มขืน ข่าวความรุนแรงทางเพศ ข่าวความรุนแรงในครอบครัว ข่าวคนรักเพศเดียวกัน ข่าวเพศกับวัยรุ่น ข่าวการทำแท้ง/ทิ้งเด็ก คิดว่าสาเหตุของปัญหาคืออะไร กลุ่มตัวอย่างได้ให้สาเหตุ 3 อันดับแรกของปัญหาดังกล่าว ดังนี้

ปัญหาข่มขืน
ผู้อ่านคิดว่าปัญหาข่มขืนเกิดจาก
1) การแต่งตัวของผู้หญิง
2) สื่อลามกอนาจาร และ
3) ถนนเปลี่ยว/เดินคนเดียว

จากการวิเคราะห์พาดหัวข่าวข่มขืน พบว่าการใช้ภาษาของสื่อสอดคล้องกับความเชื่อของกลุ่มตัวอย่างและคนทั่วไปในสังคม แต่ขัดแย้งกับสภาพปัญหาที่แท้จริง โดยหนังสือพิมพ์มักใช้ภาษาที่เน้นการอธิบายคุณลักษณะ เช่น รูปร่างหน้าตา การแต่งกาย สถานภาพ ทำให้สังคมเข้าใจว่า การล่วงละเมิดทางเพศจะเกิดกับผู้ที่มีสรีระดึงดูดความสนใจเท่านั้น เช่น “... พบ น.ส. นาในชุดสายเดี่ยวสีดำ สวมกางเกงขาสั้นรัดรูป ใบหน้าปูดบวม นั่งเหม่อลอยในสภาพอิดโรย ส่วนกลุ่มวัยรุ่นแยกย้ายกันหลบหนีไปแล้ว”

ภาษาลักษณะนี้มีนัยยะชี้นำว่าผู้หญิงเป็นสาเหตุของปัญหา เพราะแต่งตัวโป๊ มีเพศสรีระที่ดึงดูดความสนใจ มีพฤติกรรมยั่วยวน ในขณะที่ข้อเท็จจริงของสภาพปัญหา พบว่าผู้หญิงที่ถูกข่มขืนมีทุกวัย ตั้งแต่อายุไม่กี่เดือนจนถึงผู้สูงอายุ การแต่งกายจึงไม่ใช่สาเหตุของการข่มขืน

ส่วนการใช้คำ เช่น หื่น โหด บ้ากาม และซาดิสม์ "จับไอ้ซาดิสต์ฆ่าโหดแม่เฒ่า" เป็นการชี้นำว่า ปัญหาข่มขืนเป็นเรื่องของความต้องการทางเพศที่ไม่อาจควบคุมได้ เพราะได้รับสิ่งเร้าต่าง ๆ เช่น ดูสื่อโป๊ ดื่มสุรา ทั้ง ๆ ที่ แท้จริงแล้วปัญหาข่มขืนเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์เชิงอำนาจ เป็นการใช้อำนาจในเรื่องเพศของผู้ที่เหนือกว่ากระทำกับผู้ที่มีอำนาจน้อยกว่า และผู้กระทำส่วนใหญ่มีการวางแผนล่วงหน้าก่อนลงมือ การข่มขืนจึงไม่ใช่เรื่องการควบคุมอารมณ์เพศไม่ได้

ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว
ผู้อ่านคิดว่าสาเหตุ 3 อันดับแรกของปัญหา คือ
1) ปัญหาครอบครัว
2) ความมึนเมา/ไม่มีสติ และ
3) ความหึงหวง

เมื่อพิจารณาภาษาและน้ำเสียงที่สื่อนำเสนอ เช่นคำว่า ซ้อมเมีย ลิ้นกับฟัน เตะสั่งสอน พบว่าเป็นการชี้นำว่าปรากฏการณ์เหล่านี้ว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่กลายมาเป็นข่าวก็เพราะ "หนักมือไปหน่อย" เมื่อเกิดการตายขึ้นจึงรู้สึกว่ากระทำรุนแรงเกินไป ด้วยมุมมองเช่นนี้เอง ถือเป็นการตอกย้ำและส่งทอดความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมสู่สังคม

นอกจากนี้ การพาดหัวข่าว เช่น หนุ่ม 'รปภ.' แค้นเมียระรื่นชู้คว้าปืนยิงทะลุอก มือขวานฆ่าเมียมอบตัว-แค้นมีชู้หน.คนงาน รูปแบบการเล่าเรื่องมักให้น้ำหนักไปที่สาเหตุที่ผู้กระทำใช้ความรุนแรง โดยมุ่งเน้นไปที่พฤติกรรมของฝ่ายหญิง เช่น ประเด็นความสัมพันธ์นอกสมรส การพยายามเลิกรา หรือที่สื่อใช้คำว่า “ตีตัวออกห่าง” อาจทำให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกว่าเมียเป็นสมบัติของผัว สั่งสอนกันบ้างก็ไม่เป็นไรหากทำให้ผู้ชายเสียศักดิ์ศรี ซึ่งเท่ากับว่า สื่อช่วยหล่อเลี้ยงค่านิยม ที่มีแนวโน้มนำไปสู่ความรุนแรงในครอบครัวให้ดำรงอยู่ต่อไป และเป็นสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้การดำเนินงานเพื่อป้องกัน และแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ยากที่จะประสบความสำเร็จ

ปัญหาเรื่องเพศกับวัยรุ่น
ผู้อ่านเห็นว่าสาเหตุ 3 อันดับแรก คือ
1) อยากรู้อยากลอง
2) ความคึกคะนอง และ
3) สื่อลามกอนาจาร

สำหรับข่าวเรื่องเพศกับวัยรุ่น สื่อมักใช้ภาษาที่มีลักษณะสร้างแนวโน้มหรือทิศทางที่ตายตัว โดยการสร้างชุดความคิดหรือชุดคำศัพท์สำเร็จรูป เช่น ติดเซ็กส์ ติดซิ่ง น้ำหนักของการนำเสนอข่าวจะกล่าวโทษพฤติกรรมของผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เช่น ใช้พฤติกรรมทางเพศของวัยรุ่นหญิงเป็นตัวชี้วัดความเสื่อมของสังคมไทย หรือมีการใช้คำว่า “เซ็กส์เอื้ออาทร” เรียกการกระทำรุนแรงทางเพศของวัยรุ่นชายที่เป็นการรุมโทรม ซึ่งเป็นการลดระดับความรุนแรงของพฤติกรรมทางเพศของวัยรุ่นชาย

การนำเสนอข่าวยังละเลยการให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิทางเพศของเด็กวัยรุ่น ที่รัฐต้องสนับสนุนข้อมูลต่างๆ เพื่อให้เด็กมีสุขภาพทางเพศที่ดี ซึ่งเกี่ยวพันถึงกลไกของรัฐ ที่ต้องจัดบริการให้ เช่น แหล่งความรู้และข้อมูลข่าวสารเพื่อให้วัยรุ่นมีสุขภาพทางเพศที่ดี สถานที่ให้คำปรึกษากับวัยรุ่นในเรื่องชีวิตทางเพศ

ปัญหาท้องไม่พร้อมและการทำแท้ง
ผู้อ่านคิดว่าปัญหาท้องไม่พร้อมเกิดจาก
1) ขาดคุณธรรมจริยธรรม
2) ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และ
3) สถานการณ์บีบบังคับ

ในการนำเสนอข่าวท้องไม่พร้อม การทำแท้ง/ทิ้งเด็ก สื่อจะใช้ภาษาที่ “ตัดสินและพิพากษา” ผู้กระทำ และชี้นำว่าผู้หญิงขาดจริยธรรม เช่น แม่ใจยักษ์ทิ้งลูก แม่โหดทิ้งลูกตากแดด – มดรุมกัด แม่ใจร้ายทิ้งทารก นอกจากนี้ ยังใช้ภาษาที่แสดงให้เห็นถึง “ความไม่ต้องการ” ของผู้กระทำ ซึ่งเป็นการอธิบายปัญหาด้วยเหตุผลเพียงด้านเดียว คำศัพท์ที่ใช้ เช่น ทิ้งมารหัวขน หักคอฆ่าอำมหิตมารหัวขนยัดถุงหิ้วฝังดิน ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ๆ ว่าผู้หญิงที่ท้องไม่พร้อมทุกคนอยากไปทำแท้ง แต่ในความเป็นจริงแล้ว เมื่อผู้หญิงท้องไม่พร้อม การทำแท้งไม่ใช่ทางออกที่ผู้หญิงทุกคนนึกถึงเสมอไป ผู้หญิงที่ท้องไม่พร้อมต้องการคนที่เข้าใจ รับฟังปัญหา ต้องการข้อมูลที่รอบด้าน ก่อนตัดสินใจเลือกทางออกที่เหมาะสมสำหรับตน และสถานการณ์ขณะนั้น

ยิ่งไปกว่านั้น การนำเสนอข่าวประเด็นท้องไม่พร้อมยังก่อให้เกิดความเข้าใจผิด ว่าผู้หญิงที่ท้องไม่พร้อมคือคนไม่รับผิดชอบ ไม่คุมกำเนิด แต่ ข้อเท็จจริง จากงานวิจัย พบว่าร้อยละ 24 ของผู้หญิงที่ท้องไม่พร้อมมีการคุมกำเนิดแล้ว แต่ก็ยังท้อง

นอกจากนี้ การนำเสนอข่าวการแท้งยังมุ่งไปที่เด็กวัยรุ่น เป็นการ สร้างความเชื่อผิด ๆ ว่าการทำแท้งเป็นเรื่องของเด็กใจแตก ใจง่าย แต่ข้อเท็จจริงจากการศึกษา กลับพบว่าส่วนใหญ่ ร้อยละ 56 ของผู้หญิงที่ทำแท้งมีอายุระหว่าง 20-29 ปี ซึ่งถือว่าอยู่ในวัยทำงาน

กล่าวได้ว่า การนำเสนอข่าวของสื่อ ยังไม่ได้ช่วยให้ประชาชนรับทราบสภาพปัญหา หรือสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา หากแต่เป็นเพียงการกระตุ้นเร้าอารมณ์ความรู้สึกของผู้อ่าน เช่น ความเข้าใจผิด ความหวาดกลัว และความเกลียดชังในกลุ่มคนบางกลุ่ม

การนำเสนอเนื้อหา และภาพข่าวของสื่อมวลชนดังกล่าวข้างต้น ยืนยันถึงบทบาทของสื่อในการสร้าง และตอกย้ำมายาคติในเรื่องเพศได้เป็นอย่างดี

สื่อจึงเป็นกลไกที่สำคัญในการรื้อสร้าง (deconstruct) มายาคติ และระบบคิดเรื่องเพศในสังคมไทย ซึ่งจำเป็นที่สื่อจะต้องรู้เท่าทันระบบคิดเหล่านี้ ที่เป็นตัวกำหนด “รูปคำ” “การเลือกคำ” “การตีความปรากฏการณ์” และ “อคติ” ต่าง ๆ

ฉะนั้น หากสามารถมีแนวทางการนำเสนอข่าวให้แก่สื่อมวลชน ก็จะช่วยให้สื่อรู้เท่าทันกระบวนการสร้างความเชื่อผิด ๆ และระบบคิดเรื่องเพศที่ดำเนินไปในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การสร้างความเชื่อ” ผ่านการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน และสื่อก็จะสามารถกำหนด “รูปคำ”, “แง่มุมการนำเสนอ”, “การตีความปรากฏการณ์” รวมถึงการลด “อคติ” ต่าง ๆ ในการเสนอข่าวได้


ข้อเสนอแนะในการเสนอข่าวเรื่องเพศและปัญหาความรุนแรงต่อผู้หญิง

  • สื่อมวลชนต้องยึดหลักจริยธรรมแห่งวิชาชีพของสื่อมวลชนอย่างเคร่งครัด เพื่อคุ้มครองปกป้องผู้เสียหายที่ตกเป็นข่าว เพราะรายงานข่าวความรุนแรงทางเพศ เป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อน และสามารถส่งผลกระทบทางลบในระยะยาว แก่ผู้ตกเป็นข่าว จึงต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูงในการนำเสนอเหตุการณ์

  • ในการรายงานข่าว สื่อควรหลีกเลี่ยงการใช้ภาษาที่ตอกย้ำความเชื่อผิดๆ ต่อปัญหาทางเพศ เช่น ไม่รายงานปัญหาความรุนแรงทางเพศ โดยเน้นการบรรยายทรวดทรง รูปร่าง และการแต่งตัว ไม่ใช้ภาษาที่ตัดสินคุณค่า หรือประณามผู้ที่ตกเป็นข่าว

  • ขยายมุมมองในการรายงานปัญหาความรุนแรงทางเพศ ให้กว้าง และรอบด้านมากขึ้น เช่น มีทั้งมุมมองด้านค่านิยมดั้งเดิม มุมมองของสังคมยุคใหม่ มุมมองด้านสิทธิมนุษยชน มุมมองทางศาสนา มุมมองของคนต่างเพศต่างวัย มุมมองด้านสุขภาพ กลไกการให้ความช่วยเหลือต่างๆ เป็นต้น

  • ควรเพิ่มพื้นที่ข่าวสำหรับเสียง และมุมมองของผู้ที่เป็นเจ้าของปัญหา เพื่อให้สังคมได้รับรู้ และนำไปสู่ความเข้าใจสภาพปัญหาอย่างรอบด้านมากขึ้น

สื่อกับการสร้างความเข้าใจทางเพศ ๑




สวนดุสิตโพลชี้ ข่าวความรุนแรงทางเพศ หวือหวามีสีสัน แต่ไม่สร้างความเข้าใจปัญหาแท้จริง

สมาคมนักข่าวฯ – วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2549 สวนดุสิตโพล สำรวจการรับรู้ปัญหาความรุนแรงทางเพศของผู้อ่านข่าวหน้าหนึ่ง พบส่วนใหญ่เข้าใจปัญหาผิดทาง ส่งผลต่อการแก้ไขและเฝ้าระวังปัญหาผิดจุด สมาคมนักข่าวชี้ จำเป็นต้องมีแนวทางทำข่าวเรื่องเพศ ดึงความร่วมมือนักวิชาการเอ็นจีโอผู้หญิงช่วยระดมสมองหาแนวทางสร้างสรรค์

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ มูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง และ สวนดุสิตโพล ทำการสำรวจความคิดเห็นของผู้อ่าน ที่มีต่อการพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิง

ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ อธิการบดี ม.ราชภัฎสวนดุสิต รายงานผลว่า จากการสอบถามกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,023 คน

พบว่า ความรู้สึก 3 อันดับแรกเมื่อประชาชนอ่านข่าวหน้าหนึ่งคือ
รู้สึกว่าสังคมเสื่อมโทรม ร้อยละ 19.16
รู้สึกว่าสังคมไม่ปลอดภัย ร้อยละ 15.62 และ
รู้สึกสลด เศร้า หดหู่ ร้อยละ 14.28

การอ่านข่าวหน้าหนึ่งทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจว่า การแต่งกายของผู้หญิงเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของข่าวข่มขืน สื่อลามกอนาจารเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของข่าวความรุนแรงทางเพศ ความผิดปกติของจิตใจเป็นสาเหตุของการรักเพศเดียวกัน ขณะที่ข่าวการทำแท้ง หรือทิ้งเด็ก มีสาเหตุอันดับหนึ่งมาจากการขาดคุณธรรมจริยธรรม

นอกจากนี้
ประชาชนมีความเห็นต่อการนำเสนอข่าวปัญหาความรุนแรงทางเพศว่า สื่อมวลชนควรเสนอข่าวที่ตรงกับความจริง ร้อยละ 31.49 ไม่ควรใช้ถ้อยคำรุนแรงหรือสื่อถึงอารมณ์ทางเพศ ร้อยละ 17.62 และต้องการให้เสนอข่าวที่เป็นอุทาหรณ์อีกร้อยละ 7.83

ณัฐยา บุญภักดี ผู้ประสานงานมูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง กล่าวว่า สังคมทุกวันนี้ตื่นตัวกับปัญหาเรื่องเพศกันมากขึ้น แต่การป้องกันแก้ไขปัญหาความรุนแรงทางเพศนั้น จำเป็นต้องเข้าใจรากเหง้าว่าความคิดความเชื่อแบบไหน ที่ทำให้ปัญหาความรุนแรงทางเพศยังเกิดขึ้นในสังคม เช่น ที่ผลโพลชี้ว่า คนคิดว่า เกิดการข่มขืนเพราะผู้หญิงแต่งตัวโป๊ ขณะที่การศึกษาวิจัยบอกตรงกันว่า ผู้ถูกข่มขืนมีหลายวัย ไม่ได้แต่งตัวโป๊ และคนที่ข่มขืนมักเป็นคนรู้จักใกล้ชิด หรือเรื่องคนรักเพศเดียวกัน ซึ่งองค์การอนามัยโลกสรุปนานแล้วว่า ไม่ใช่โรค หรือความผิดปกติ

คนทุกวันนี้รับข่าวสารข้อมูลตั้งแต่เช้าจรดเย็น สื่อจึงมีบทบาทสูงในการให้ความรู้ หรือสร้างความเข้าใจผิดก็ได้ ซึ่งตนอยากเห็นสื่อมีบทบาทในการช่วยแก้ไขปัญหาสังคมด้วย


นางผุสดี คีตวรนาฎ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า สมาคมฯ ร่วมมือกับมูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิงตั้งแต่ปี 47 ในนามคณะทำงานพัฒนาแนวทางเสนอข่าวประเด็นผู้หญิง ได้รับความร่วมมือจากสื่อมวลชนอาวุโส และนักวิชาการด้านสื่อ มาร่วมกันพัฒนาแนวทางการนำเสนอข่าวประเด็นผู้หญิง ที่มีความละเอียดอ่อนต่อมิติเพศ และสิทธิมนุษยชน ขณะนี้แนวทางร่างแรกเสร็จแล้ว และคณะทำงานจะพิจารณาเป็นขั้นสุดท้าย ก่อนที่จะเผยแพร่สู่สื่อมวลชนสาขาต่างๆ เพื่อใช้ประกอบการทำข่าวประเด็นเพศและผู้หญิงต่อไป

คุณนาตยา เชษฐโชติรส กรรมการบริหารสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในฐานะรองประธานคณะทำงานพัฒนาแนวทางเสนอข่าวประเด็นผู้หญิง กล่าวย้ำว่า คณะทำงานประชุมกันทุกเดือนตลอดปีที่ผ่านมา ได้ข้อสรุปสำคัญว่า ที่จริง สื่อมีข้อบังคับด้านจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ของสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติอยู่แล้ว

โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อ 15 ที่ระบุว่า “ในการเสนอข่าวหรือภาพใด ๆ หนังสือพิมพ์ต้องคำนึงมิให้ล่วงละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลที่ตกเป็นข่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องให้ความคุ้มครองอย่างเคร่งครัดต่อสิทธิมนุษยชนของเด็ก สตรี และผู้ด้อยโอกาส และต้องไม่เป็นการซ้ำเติมความทุกข์หรือโศกนาฏกรรมอันเกิดแก่เด็ก สตรีและผู้ด้อยโอกาส ไม่ว่าทางหนึ่งทางใด”

แต่ประเด็นเรื่องเพศ และปัญหาความรุนแรงต่อผู้หญิง ในการเสนอข่าวต้องอาศัยการเติมมุมมองที่กว้าง และรอบด้านมากขึ้น และสื่อต้องให้พื้นที่ข่าวสำหรับเสียง และมุมมองของผู้ตกอยู่ในปัญหามากขึ้น เพื่อให้สังคมได้รับรู้และเข้าใจความรู้สึกของผู้ประสบปัญหามากขึ้น
ข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ
จิตติมา ภาณุเตชะ
มูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง สคส
02 – 591-1224-5 หรือ 01 –988-0110