วันอังคาร, กุมภาพันธ์ 27, 2550

คิดได้เมื่อว่าง (งาน)


สำหรับมนุษย์เงินเดือนแล้ว การตกงาน ถือเป็นสิ่งน่ากลัวที่สุดอย่างหนึ่ง เพราะนั่นหมายถึงการสูญเสียศักยภาพในการใช้จ่ายหรืออาจหมายรวมถึงการสูญเสียการใช้ชีวิตอย่างสุขสบายด้วย
ขณะที่ทำงาน เราอาจรู้สึกเป็นนายของเงิน ด้วยว่าเราเป็นผู้หาและได้มาด้วยตัวเอง แต่เมื่ออยู่ในภาวะใกล้ตกงาน ความหวาดกลัวสารพันก็จะเกิดขึ้น
หลายคนถึงกับสารภาพด้วยใจทดท้อว่า “ตกงานไม่ได้เด็ดขาด เพราะไม่อย่างนั้นทั้งบ้าน รถจะต้องถูกยึดแน่นอน”
ในสภาวะเช่นนี้ ไม่รู้เหมือนกันว่าใครกันแน่ที่เป็นนาย
สำหรับผู้ไม่ถูกพันธนาการด้วยสิ่งเหล่านั้น การตกงานอาจเป็นเพียงแค่ ช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านช่วงหนึ่งของชีวิตที่ได้คืนกลับสู่ความเรียบง่าย ความสุขพื้นฐานที่เราทำตกหล่นทิ้งไว้นานแล้วเท่านั้นเอง
ท่ามกลางโลกที่มองเห็นเงินเป็นแก้วสารพัดนึก ดลบันดาลทุกอย่างได้ดังใจ “เงิน” จึงมีความหมายเท่ากับ “ความสุข” การไม่มีเงินจึงดูเหมือนเป็นเรื่องโหดร้ายยิ่งนัก
ช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ฉันได้เห็นผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งตัดสินใจผละจากวงจรชีวิตที่หมุนอย่างรวดเร็วในกรุงเทพฯ เพื่อมาดำเนินชีวิตที่ช้าลงและเรียบง่ายยังบ้านเกิดของเธอ
เธอบอกว่า “ความสุขไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงิน” เงินเดือนก้อนโตที่เธอเพิ่งทิ้งไป ไม่ได้ลดทอนความสุขของเธอให้ลดน้อยลง แถมยังสุขเป็นทวีคูณ เพิ่มขึ้นกว่าก่อน กว่าชีวิตที่มีกินมีใช้เสียด้วยซ้ำ
แล้วอะไรเล่าที่ทำให้เป็นเช่นนั้น?
เธอเล่าต่อว่า ที่ผ่านมาคนส่วนใหญ่มุ่งหน้าหาแต่เงินตรา แยกคุณค่าของงานออกจากการดำเนินชีวิตโดยสิ้นเชิง ด้วยอาจคิดเพียงว่า เมื่อมีเงินแล้ว ย่อมหาความสุขให้แก่ชีวิตแบบไหนก็ได้
เพราะเหตุนี้ เราจึงตะบี้ตะบันใช้ชีวิตและหมกมุ่นอยู่กับการทำงาน เพียงเพื่อเฝ้ารอที่จะใช้ชีวิตให้มีความสุข เป็นความสุขที่มาจากการออกไปดูหนังฟังเพลง จากการเดินชอปปิ้งในวันหยุดสุดสัปดาห์หรือวันพักร้อน โดยไม่เคยตระหนักเลยว่า สิ่งที่ใช้จ่ายไปกับการทำงานที่บ้าคลั่งนั้น เราใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด

ต้นทุนที่มองไม่เห็น เช่น ความเครียดสะสม จิตใจที่ขุ่นมัว และร่างกายที่มีแต่ความอ่อนล้าลงทุกวัน ฯลฯ ล้วนเป็นสิ่งที่เราต้องแลกกับเงินเดือนโดยที่ไม่รู้ตัว
ต่อเมื่อเธอวาง ละทิ้งการงานอันเขม็งเกลียวนั้นลง สิ่งที่ได้รับตอบกลับมาคือ “ความสุข” ทั้งทางร่างกายและจิตใจ
เหนืออื่นใดคือ “เวลา” ที่ได้รับมากขึ้น

นานแค่ไหนแล้วที่คนเราอยู่กับเหตุผลที่ว่า “ยังไม่มีเวลา” ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง เรากลับบริโภคเวลาไปกับสภาพจราจรที่ติดขัดบนท้องถนน หรือเสียเวลากับการทุ่มเถียงในห้องประชุมเพื่อสร้างดอกผลหรือทำกำไรสูงสุดให้แก่บริษัท
เวลาที่เราได้รับมา เรากลับไม่มีเผื่อให้แก่การตักบาตรตอนเช้า ไม่มีเวลาให้แก่การนั่งและพูดคุยกับลูกๆ ได้แต่คุยผ่านโน้ตกระดาษบนผนังตู้เย็น เราไม่มีเวลาทำความสะอาดบ้าน และแก้ปัญหาดับทุกข์ด้วยการจ้างแม่บ้านสักคนมาทำแทน
หรือแม้แต่การเดินรดน้ำต้นไม้ เราก็ยังจ้างคนสวนมาดูแลและทำแทน
ยิ่งไปกว่านั้น แม้แต่การปันเวลาเพื่อพัฒนาความรู้ด้านใน ภายในจิตใจและจิตวิญญาณให้เติบโต เราก็ยังปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนักบวชทำหน้าที่นี้แทน
ต่อเมื่อเราไม่ได้ทำงานแล้ว เราจึงจะมีเวลาว่างเหลือพอที่จะทบทวนสิ่งต่างๆ อย่างช้าๆ ซึ่งถึงเวลานั้น เราอาจพบอีกว่า ที่จริง เราอาจมี “อะไรมากมาย” จนน่าตั้งคำถามว่า เรามีมากเกินไปหรือเปล่า
เราใส่เสื้อผ้าสลับไปมาได้ด้วยชุดไม่กี่ชุด แต่เสื้อผ้าที่เรามีนั้น เรามีมากเกินไปหรือเปล่า
เราไปไหนมาไหนได้ด้วยรองเท้าเพียงไม่กี่คู่ ทว่ารองเท้าที่เรามี เรามีมากเกินไปหรือเปล่า
เราเก็บข้าวของได้ด้วยกระเป๋าถือไม่กี่ใบ แต่กระเป๋าที่เรามี เรามีมากเกินไปหรือเปล่า
“การว่าง” ยังทำให้เราเปลี่ยนมิติความหมายของคำว่า “งาน” ได้ใหม่ นั่นคือไม่ได้หมายถึง “สิ่งที่ทำเพื่อแลกกับเงิน” เท่านั้น หากยังหมายถึง “สิ่งสำคัญในชีวิตที่ไม่ควรละเลยด้วย”

ข้อดีของการว่างทำให้เรามีเวลาพินิจสิ่งต่างๆ รอบตัว และมีเวลาได้คิดได้ตระหนักว่า แท้ที่จริง ความสุขและความงามนั้นอยู่รอบตัวเรา โดยอาจร้องเรียกให้เราแลมานานแล้ว แต่เราก็ไม่เคยเหลียวหันไปมองสักที
คราวนี้ น่าจะถึงเวลาแล้วที่เราจะได้ยินสักทีว่าเสียงนกร้องในสวนหลังบ้านนั้น สดใส เพราะพริ้งเพียงใด
ได้เห็นสักทีว่า ดอกไม้หน้าแล้ง เมื่อยามระบัดใบนั้น สวยงามแค่ไหน
คงถึงเวลาชื่นชมดอกไม้ที่ปลิดปลิวและทิ้งตัวลงสู่พื้น ลองดูสิว่า ลีลาของดอกโรยร่วงเหล่านั้นอ่อนหวานอย่างไร
และคงถึงเวลาที่เราจะได้ดื่มด่ำสักทีว่า ท้องฟ้าสีครามในวันที่ไร้เมฆหมอกนั้น เปี่ยมพลังเพียงไร

การว่างจะช่วยให้เราได้ตระหนักว่า ในโลกนี้ยังมีสิ่งที่ต้องการการดูแลและใส่ใจจากเราอีกมากมายนัก นอกเหนือจาก “การทำงาน” แล้ว
เราจะว่างพอและมองเห็นว่าต้นไม้เหี่ยวเฉานั้น ต้องการน้ำและการดูแล
เราจะว่างพอและมองเห็นแววตาเปลี่ยวเหงาของหมาน้อยที่ต้องการการสื่อสาร
เราจะว่างพอและมองเห็นความเศร้าในใจของครอบครัวที่ต้องการอ้อมกอด
เราจะว่างพอและได้ทำในสิ่งที่เราเคยคิดว่า “ยังไม่มีเวลาจะทำเสียที”
เพราะถ้ารอให้ถึง “เวลาที่พร้อม” ก็อาจสายเกินไป
และหากเราไม่รู้จักเรียนรู้ที่จะ “ต้อนรับ” สิ่งไม่พึงประสงค์ในชีวิต (เช่น การว่างงาน) เรานั่นล่ะที่จะถูก “ต้อนให้จนมุม” เธอทิ้งท้ายไว้อย่างนั้น


ชีวิตรื่นรมย์ // โพสต์ทูเดย์ // ฉบับวันอังคารที่ 27 ก.พ. 2550

วิรตี ศรีอ่อน media4joy@hotmail.com
กลุ่มสื่อสร้างสรรค์ www.happymedia.blogspot.com
และศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล

วันพุธ, กุมภาพันธ์ 21, 2550

ตามลมหอม ณ บ้านอ.ระพี สาคริก




กิจกรรมเดือนกุมภาพันธ์นี้
ชาวสื่อสร้างสรรค์ใฝ่รู้ จะพากันไป "ตามลมหอม"
ณ บ้านระพี สาคริก พหลโยธิน ๔๑
วันเสาร์ที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ เวลา ๑๐.๐๐ - ๑๓.๐๐ น.

ร่วมสนทนา ตามหากลิ่นหอมที่ทวนลมมากว่าแปดทศวรรษกับ ศ.ระพี สาคริก ตั้งแต่เรื่องกล้วยไม้ของประชาชนจนถึงประวัติศาสตร์บอกเล่าเกี่ยวกับสื่อสารมวลชน

ขอขอบคุณ เอก ผู้ประสานงาน "ตามลมหอม" นี้
กรุณานำเครื่องดื่ม ขนม อาหาร ที่ชอบที่ชอบ และอยากแบ่งปันให้เพื่อนๆชอบด้วย ไปแบ่งกันทานค่ะ ถือเป็นการไปปิกนิกที่บ้านอาจารย์ระพีกัน
สนใจร่วมกิจกรรม โปรดแจ้งเล็ก081-622-7855 หรือ อุ๊ 086-789-7070

เด็กซนคนผิด


ร้านขายหนังสือมากมายมารวมกันอยู่ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติครั้งหลังสุดเมื่อปีกลาย นับเป็นแหล่งยวนเย้าความรู้สึกของผมที่ต้องการสัมผัสกลิ่นอายของบรรยากาศการแลกเปลี่ยนซื้อขายตัวอักษร
ผมจับรถไฟที่ป้ายหยุดรถคลองรังสิตเพื่อเดินทางเข้าเมือง เมื่อขึ้นไปบนขบวนรถ พบเห็นบรรดาผู้โดยสารจับจองที่นั่งอยู่ก่อนแล้ว โชคดียังมีเก้าอี้ว่างริมทางเดินกลางตู้รถ ผมเดินผ่านแม่ค้า พระสงฆ์ เด็กน้อยและหนุ่มสาว เข้าไปนั่งเอกเขนกตามใจหมาย
รถไฟแล่นเฉื่อยไม่ทันใจคนที่ต้องการสัมผัสตัวอักษ รความที่มองไม่ค่อยเห็นทิวทัศน์สองข้างทาง เนื่องเพราะไม่ได้นั่งเก้าอี้ริมหน้าต่าง ทำให้ผมเสมองบรรยากาศภายในโบกี้โดยสารที่แน่นขนัด กระทั่งเห็นเด็กชายร่างอ้วนคนหนึ่ง เจ้าเด็กอ้วนที่ผมจ้องมองไม่ได้เรียกความสนใจเฉพาะผมเท่านั้น เพราะสายตาคนทุกผู้ก็ยังจับจ้องเช่นกัน ด้วยมือไม้ของเจ้าเด็กอ้วนไม่เคยอยู่สุข ลุกลี้ลุกลนตลอด บ้างเตะต่อยคนที่นั่งอยู่ข้างๆ และบางครั้งก็ถึงกับยกเท้าถีบหน้าอกผู้โดยสารที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
ผู้โดยสารเหล่านั้นไม่ได้โต้ตอบ เพียงตั้งรับปลายมือปลายเท้าของเจ้าเด็กกวนประสาทที่อาละวาดอย่างไร้เหตุผล แม้แต่คุณแม่ของเด็กน้อยที่นั่งอยู่เคียงใกล้ก็ยังโดนเจ้าลูกชายทั้งเตะ ทั้งต่อย ทั้งถีบ ทว่าคุณแม่ผู้ใจดีกลับไม่กล้าขึ้นเสียงหรือแม้แต่จะเงื้อมือ
ผมโกรธแทนผู้โดยสารที่เจ้าเด็กใช้เป็นกระโถนระบายอารมณ์ คงเพราะผู้เป็นแม่ไม่แสดงทีท่าห้ามปราม ผู้โดยสารที่รับกรรมจึงไม่กล้าหือ ผมละเว้นที่จะครุ่นคิดถึงสาเหตุที่ทำให้เจ้าเด็กออกลาย ละเว้นที่จะครุ่นคิดว่าเหตุใดคุณแม่ของเด็กจึงไม่เอ็ดลูก แต่ผมกลับคิดว่าแม้เขาเป็นเพียงเด็ก เขาก็เริ่มเติบโตเป็นผู้เป็นคนแล้ว จึงน่าจะรู้สึกได้ถึงพฤติกรรมอันน่ารังเกียจของตนบ้าง
สิ่งที่ผมทำได้คือจ้องมอง มองเจ้าเด็กอ้วนมีความสุขที่ได้ทำร้ายผู้อื่น และดูเหมือนเจ้าเด็กนั่นมองมาทางผมเช่นกัน ผ่านไปเพียงครู่ คุณแม่ก็พาลูกชายเข้าห้องน้ำ เจ้าลูกชายเดินตามคุณแม่ไปยังห้องน้ำท้ายโบกี้ โดยต้องเดินผ่านเบาะไม้โทรมๆ ที่ผมนั่งอยู่
และในช่วงขากลับ เจ้าเด็กนั่นก็ชกหน้าผมอย่างจัง
ผมโกรธจนควันออกหู มองเจ้าเด็กส่งสัญญาณเสียดเย้ยตบท้าย ทั้งยังเตะต่อยคนโดยสารและผู้เป็นแม่ไม่เลิก ราวกับสิ่งรอบด้านเป็นเพียงกระสอบทรายรองรับอารมณ์ที่แสนเอาแต่ใจ
ยิ่งมองเจ้าเด็กด้วยความโกรธเกรี้ยวเพียงใด เจ้าเด็กก็ยิ่งดูสุขสมหวัง คล้ายสิ่งที่ทำลงไปนั้นบรรลุผล
รถไฟมาถึงหัวลำโพงเกือบเที่ยงตรง ผมลุกยืนเมื่อเจ้าเหล็กขบวนยาวเลื้อยเทียบชานชาลา เจ้าเด็กอ้วนกับคุณแม่ก็เช่นกัน คุณแม่ของเจ้าเด็กเดินจูงลูกชายที่กำลังแลบลิ้นปลิ้นตา เช่นเดียวกับผมที่กำลังหาทางเล่นงานเจ้าเด็กบ้านั่น
แต่ในระหว่างเดินลงจากขบวนรถ พระสงฆ์รูปหนึ่งที่นั่งอยู่เคียงใกล้ก็เดินมาคั่นกลางระหว่างผมกับเจ้าเด็กอ้วนโดยบังเอิญ
พระสงฆ์องค์เจ้าไม่มีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ทว่าสัญลักษณ์ของผ้ากาสาวพัตรที่ฉายฉาน กลับทำให้ผมทบทวนถึงความตั้งใจ เสมือนความหมายของพระธรรมแสดงตนให้ผมตริตรองถึงผลลัพธ์ หากกระทำในสิ่งเลวร้ายลงไป
อย่างน้อยเพื่อให้ผมฉุกคิดขึ้นได้ว่า ผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำของเจ้าเด็กก็ยังไม่ติดใจเอาความ หรือแม้แต่คนผู้เป็นแม่ก็ยังใจเย็น
น่าเสียดายที่จุดหมายในการเอาชนะเจ้าเด็กอ้วน บดบังความละอายต่อบาปเสียสิ้น
ความโกรธแค้น... แสนอร่อยเหลือเกิน
หลังจากเจ้าเด็กอ้วนและแม่ พระสงฆ์หนึ่งรูป และผู้โดยสารอีกไม่กี่คนก้าวลงบนพื้นชานชาลา จนเหลือเพียงผมที่ตั้งใจเดินออกจากตู้รถเป็นคนสุดท้าย
ทันทีที่ถึงพื้น ฉากชีวิตของผู้คนบริเวณสถานีรถไฟหัวลำโพงที่ผมเห็น เป็นยิ่งกว่าความหมายของคำว่า “ชุลมุนวุ่นวาย”
ผมเดินรี่ยังเจ้าเด็กอ้วนโดยแอบอยู่ในเงาร่างของผู้โดยสารคนอื่น จับจ้องร่างเด็กเตี้ยป้อมที่คงจะเลิกสนใจผมไปแล้ว พร้อมกับเห็นคุณแม่ของเด็กจูงมือลูกอย่างทะนุถนอม
เพียงเสี้ยววินาที ฝ่ามืออรหันต์ของผมก็พุ่งเข้าไปเบิร์ดกะโหลกเจ้าเด็กอ้วนจนหัวทิ่ม
ไม่จำต้องหันมองก็รู้ว่าเจ้าเด็กนั่นยืนอึ้ง ก่อนปล่อยโฮออกมาอย่างคลั่งแค้น คงเป็นความแค้นแบบเดียวกับที่ผมเพิ่งได้ลิ้มลองไปไม่นาน
เสียงร้องไห้ของเจ้าเด็กดังลั่น แข่งกับสรรพเสียงของสถานีรถไฟที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย ส่วนตัวผมก็จำต้องรีบจ้ำอ้าว สาวเท้ายาวๆ ตรงยังทางลงรถไฟฟ้าใต้ดินราวกับจะมุดหนี
ผมไม่ลืมการกระทำครั้งนี้แน่นอน... เพราะนี่คือการ ‘ทำผิดแล้วคิดหนี’ ครั้งแรกในชีวิต
การเดินทางด้วยรถไฟฟ้าใต้ดินจากหัวลำโพงไปยังศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ใช้เวลาไม่กี่นาทีก็จริง แต่กลับรู้สึกว่าเป็นห้วงมิติอันแสนอึดอัด แม้เสียงร้องของเจ้าเด็กอ้วนจะถูกกลืนหายจนหมดสิ้น ทว่าผมก็ยังเหลียวหลังไม่วางวาย คล้ายการกระทำของตัวเองยังคงหลอกหลอนอยู่ตลอดเวลา
ผมกำลังบอกตัวเองว่า เจ้าเด็กคนนั้นกำลังตามมาทวงแค้นอย่างไม่ลดละ
เมื่อถึงศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ อารมณ์ด้านลึกยิ่งพวยพุ่งจับความรู้สึกที่สั่นไหวให้โยกคลอนกว่าเดิม หลังจากมองเห็นเด็กๆ นับพันนับหมื่นคน อืออลวนเวียนอยู่ในงานมหกรรมหนังสือ เนื่องจากเป็นช่วงปิดเทอมที่มักมีเด็กเล็กเด็กใหญ่ รวมถึงผู้ปกครองที่จูงบุตรหลานมาเที่ยวซื้อหนังสือเช่นเดียวกับผมและนักอ่านทั่วไป
ผมตัวสั่นงันงก ทำอะไรไม่ถูก ราวกับมองเห็นเจ้าเด็กอ้วนกำลังหลบอยู่มุมใดมุมหนึ่งเพื่อคอยโต้ตอบ บางขณะก็คิดว่าอาจมีเจ้าหน้าที่ตำรวจตามมาจับกุมคนรังแกเด็ก
ตลอดเวลาที่ผมคลุกคลีอยู่ในร้านหนังสือ สมาธิของผมกระเจิดกระเจิงจนไม่อาจเลือกซื้อหนังสือติดมือสักเล่ม สายตาเต็มด้วยความหวั่นระแวงทั้งต่อผู้อื่นและตัวเอง คล้ายสำนึกชั่วของตนถูกความเป็นธรรมเล่นงาน กระทั่งสายตาเจ้ากรรมพลันเห็นพระสงฆ์รูปหนึ่งกำลังเลือกซื้อหนังสืออย่างใจเย็น
ไม่น่าเชื่อ...เป็นพระรูปเดียวกับที่เดินทางมาบนรถไฟด้วยกัน
ภาพของพระรูปนั้นยิ่งทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่า สองแม่ลูกก็อาจวนเวียนอยู่ไม่ไกล ถึงจะไม่ปรากฏเป็นรูปธรรม แต่ก็ปรากฏในจิตใจของผมอย่างชัดเจน
ท่ามกลางความสับสน ผมอยากเดินไปหาพระรูปนั้น พร้อมกับสารภาพถึงการกระทำผิดของตน แม้จะขอยืนยันอีกครั้งว่า เจ้าเด็กอ้วนนั่นควรได้รับการอบรมเสียบ้าง
ทว่าผู้ที่ควรได้รับการสั่งสอนอีกคน...ก็น่าจะเป็นผมด้วย

ชีวิตรื่นรมย์ // โพสต์ทูเดย์ // ฉบับวันที่ 20 ก.พ. 2550
โมน สวัสดิ์ศรี media4joy@hotmail.com
กลุ่มสื่อสร้างสรรค์ www.happymedia.blogspot.com
และศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล

ขยะจะอย่างไร



จำได้ถึงความอึดอัดขัดใจเป็นที่สุด เมื่อต้องหย่อนโยนถุงพลาสติก กระป๋องเปล่า และขวดนม ทั้งหมดลงในถังขยะใบเดียวกัน ซึ่งทำหน้าที่รองรับ “ของเหลือ” จากการบริโภคของเรา หนักหน่อย แทนที่จะทิ้งก็เก็บไว้ นำมาตั้งเรียงแถวตามขอบหน้าต่างบ้าง หลังตู้เสื้อผ้าบ้าง พอรู้ว่ามีจุดรับ ขยะเพื่อนำกลับไปใช้อีก (Recycle)ก็สบายใจ กะว่าสักวันจะขนขยะเหล่านั้นไปทิ้งให้ถูกที่
ความคับข้องใจที่เกิดขึ้น ว่าไปแล้วก็อาจเป็นพฤติกรรมประหลาดของคนบางกลุ่ม ผู้อ่อนไหวกับเรื่องของเหลือและปัญหาสิ่งแวดล้อม
ไม่มีข้อมูลว่านักเรียนไทยเป็นอย่างไร แต่ในโลกตะวันตก นักเรียนนักศึกษาหลายคนมีอาการที่ว่านี้ ขณะเดียวกัน อีกหลายคนก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากมายกับเรื่องทำนองนี้ แม้แต่นักเรียนวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม
จริงอยู่ที่ยุคสมัยนี้ ใครๆ ก็มีอิสระที่จะเลือก ทำอะไร และไม่ทำอะไร แต่น่าจะมีอะไรอีกบ้างไหมที่พวกเราควรตระหนักและบังคับตัวเองให้ปฏิบัติตาม
ขยะสารพัดชนิด ไม่ว่าจะเป็น กล่องนมดื่ม หากรินหมดแล้ว เราก็น่าจะนำมากลั้วน้ำ ล้างให้สะอาด กระป๋อง และขวดแก้ว ก็เช่นกัน หากเป็นขยะประเภท แผ่นฟอยล์ (aluminium foil) เราก็ควรล้างและเช็ดผึ่งไว้ พอแห้งจึงแยกเก็บใส่กล่อง เตรียมไว้ทิ้งคราวเดียว เมื่อครัวสะอาดสะอ้านน่าใช้ เราก็สบายตา เกิดความรู้สึกสบายใจ ชีวิตสดใส ไม่ขุ่นมัว ไม่ขุ่นมัวที่ได้จัดการของเหลือของเราอย่างที่ควรจะเป็น ไม่เป็นภาระต่อใครหรือต่อโลก สำหรับสังคมไทยแล้ว เท่าที่เห็นทั่วไปยังไม่สบายใจเท่าใดนัก แม้แต่กลุ่มคนที่ทำงานด้านมาตรการจัดการกับขยะ พวกเขากลับไม่จริงจังกับภารกิจที่ได้รับมอบหมายเท่าใดนัก
กฎระเบียบ หรือข้อกำหนด การจัดการขยะในบ้านเราทุกวันนี้ ยังไม่มีอะไรออกมาเป็นกฎหมายบังคับใช้ ที่สุดก็ไม่มีใครสนใจ หรือใส่ใจที่จะจัดการขยะ หรือของเหลือของตัวเอง ประชาชนและข้าราชการอีกหลายคนก็ยังทานอาหารจากกล่องโฟม ปะปนขยะสารพัดในถังใบเดียวกัน ทิ้ง “ที่เหลือ” ของตนให้พ้นตัว ไม่คิดอะไรต่ออีกว่า จะเกิดอะไรขึ้นกับของที่เหลือเหล่านี้
ข้อมูลจากรายงานฉบับหนึ่งของฝ่ายประชาสัมพันธ์ กรมควบคุมมลพิษ ชื่อ “หลักโครงการลดการใช้พลาสติกและโฟม” ปี 2547 สำรวจพบว่า อัตราการผลิตขยะจากพลาสติกและโฟมทั้งประเทศ มีจำนวนมากถึง 2.6 ล้านตันต่อปี หลายคนฟังแล้วอาจคิดว่าตัวเลขนี้ไม่สูงนัก แต่หากวาดภาพกองขยะนี้ ก็อาจกองโตมหึมา เทียบได้กับซากรถเก๋งจำนวนถึง 2.6 ล้านคันเลยทีเดียว
กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ผลิตขยะพลาสติกและโฟม วันละ 1.3 แสนตัน ในจำนวนนี้กว่าร้อยละ 60 เป็นถุงที่เรียกกันว่า “ก็อบแก็บ” จากห้าง รวมทั้งขวดบรรจุนม ขวดน้ำ และเครื่องดื่ม ซึ่งผลิตจากสารโพลีเอทิลีน (Polyethylene) ถัดมาเป็นพลาสติกโพลีโพรพิลีน (Polypropylene) ที่ใช้ทำถุงแกง ถุงขนมขบเคี้ยว หลอดยาสีฟัน โฟมล้างหน้า แชมพู ครีมนวด ที่เหลือคือโพลีสไตรีน (Polystyrene จำพวกกล่องถ้วยจานโฟมที่ตกค้างปะปนอยู่ในขยะมูลฝอยชุมชน
ว่าไปแล้ว ถึงแม้ขยะพลาสติกและโฟมเหล่านี้จะมีเพียงร้อยละ 20 ของขยะทั้งหมด แต่สิ่งเหล่านี้กลับน่าวิตกเพราะเป็นพลาสติกที่ย่อยสลายได้ยาก และแม้จะรีไซเคิลได้ แต่หากเปื้อนเศษอาหารก็ยากจะจัดการที่ปลายทาง นี่ยังไม่นับรวมที่เข้าไปอุดตันท่อระบายน้ำ ไปจบสุดท้ายที่กระเพาะปลาผู้โชคร้าย หรือกลายเป็นทัศนะอุจาดตามชายหาด แหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติ
จากการสำรวจทัศนคติและความรู้ของประชาชนทั่วไปในรายงานฉบับดังกล่าวพบว่า ผู้คนส่วนใหญ่รู้ดีว่าพลาสติกและโฟมเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมเนื่องจากย่อยสลายพวกมันได้ยาก ทั้งการกำจัดขยะส่วนใหญ่ก็ยังใช้วิธีการฝังกลบ เพราะหากใช้วิธีเผาก็จำต้องใช้ความร้อนที่สูงมาก ไม่เช่นนั้นจะเกิด “ไดออกซิน” สารอันตรายที่ก่อมะเร็งและทำลายระบบนิเวศ
นอกจากนี้ พวกเขาเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ เห็นด้วยกับการลดการใช้พลาสติกและโฟม แต่ปัญหาคือจะทำอย่างไร เราถึงจะลดการใช้พลาสติกและโฟมได้ ในเมื่อสิ่งเหล่านี้อยู่รอบตัวเราทั้งนั้น
รายงานฉบับนี้ยกตัวอย่างด้วยว่า ประเทศอื่นๆ ก็กำลังคิดหาวิธีจัดการกับปัญหานี้ ใกล้เราที่สุดเห็นจะเป็น ไต้หวัน นั่นคือ เมื่อกลางปี 2545 ไต้หวันได้ออกประกาศนโยบายจำกัดการใช้ถุงพลาสติก (Plastic shopping bag use restriction policy) โดยมีผลบังคับห้ามไม่ให้ร้านค้าให้ถุงพลาสติกและกล่องโฟมโดยไม่คิดราคา ไม่เช่นนั้นจะมีโทษปรับถึง 100,000 ไต้หวันดอลลาร์ แน่นอน บริษัทผู้ผลิตต่างออกมาคัดค้านกันยกใหญ่ ทว่ารัฐก็ตอบโต้ด้วยการให้รางวัลแก่ผู้ที่ยอมปฏิบัติตาม
ถัดมาอีกนิด ที่แอฟริกาใต้ ปีเดียวกันก็ออกกฎหมายห้ามผลิต จำหน่าย และ ใช้ถุงพลาสติกชนิดบาง ซึ่งเคยถูกเรียกแบบเสียดสีว่าเป็น “ดอกไม้แห่งชาติ” เนื่องจากถุงที่ถูกทิ้งขว้างลอยลมละลิ่วไปติดห้อยตามกิ่งก้านบนต้นไม้ริมทาง บานสะพรั่งเป็นทิวแถวทุกฤดูกาล หลังการประกาศก็มีคนยากไร้ออกมาคัดค้าน ขณะเดียวกัน หลายคนกลับเห็นด้วยและสนับสนุนข้อกฎหมายนี้อย่างแข็งขัน
ส่วนเกาหลี ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ไอร์แลนด์ และอังกฤษ ก็เริ่มมีการจัดเก็บภาษีถุงพลาสติกกันแล้ว ห้างร้านต้องขายถุงให้ลูกค้าแทนที่จะแถมให้ไปกับสินค้า ส่งผลให้เกิดการลดจำนวนการใช้พลาสติกได้ถึงร้อยละ 70 – 90
หันมามองประเทศไทยปัจจุบันก็ยังไม่มีกฎหมายโดยตรงใดๆ สำหรับจัดการปัญหาเรื่องพลาสติกและโฟม จะมีก็เพียงมาตรการ ตั้งแต่ รณรงค์ประชาสัมพันธ์ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการลดการผลิตบริโภคพลาสติกและโฟมโดยสมัครใจ อาทิ กระบวนการผลิตที่สะอาด และการออกแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการสนับสนุนให้เกิดเครือข่ายลดการใช้พลาสติกและโฟมให้มากขึ้น
ด้านผู้กำหนดนโยบายหรือภาครัฐเองก็คงตัดสินใจแก้ไขปัญหานี้ได้ไม่ง่ายนัก เพราะพลาสติกและโฟมยังเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญในอุตสาหกรรมหลายประเภท
ดังนั้น ผู้บริโภคอย่างเราๆ ท่านๆ จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะเลือกใช้อะไรและจะจัดการกับขยะของตัวเองอย่างไร มิให้เป็นภาระกับผู้อื่นและโลก ไม่สงสารหรือละอายลูกหลานของเราบ้างเลยหรือ หากพวกเขาออกปากตัดพ้อรำพึง และต่อว่าคนรุ่นพวกเราว่า เห็นแก่ตัว ไม่คิดถึงชีวิตของคนรุ่นเขาเลย

ชีวิตรื่นรมย์ // ฉบับ 2 ม.ค. 2550
วนิสา สุรพิพิธ
สนับสนุนโดย กลุ่มสื่อสร้างสรรค์ และศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล