ขอชวนเพื่อน ๆ เยี่ยมบ้านครูช่าง ผู้พบบทเรียนแห่งชีวิตผ่านงานปั้น รองศาสตราจารย์สมถวิล อุรัสยะนันทน์ ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๙ สาขาทัศนศิลป์ (ออกแบบอุตสาหกรรม)
อดีตอาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอาจารย์พิเศษอีกหลายสถาบัน ทั้งยังเป็นกรรมการผู้ริเริ่มก่อตั้งภาควิชาการออกแบบอุตสาหกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกรรมการตัดสินการประกวดผลงานเซรามิกส์อีกหลายเวที
ผลงานอันโดดเด่นแปลกใหม่ของท่านคือจุดบรรจบระหว่างธรรมชาติกับงานศิลปนวัตกรรม ซึ่งขจรไกลข้ามพรมแดนไทยสู่หลายประเทศทั่วโลก แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ ข้อคิดสอนชีวิตที่อาจารย์ประสบตลอดชีวิตการปั้นและงานสอนกว่า 40 ปีที่ผ่านมา
อาจารย์สมถวิลเขียนไว้ว่า “ในการปั้น มีสิ่งที่จะต้องแก้ไขอยู่ตลอดเวลา...สิ่งนี้จะช่วยให้เรานำไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตจริงได้”
นอกจากนี้ ลูกชายคนสุดท้องของท่าน – ภรต อุรัสยะนันทน์ – นายธนาคารผู้รักการภาวนาผ่านงานปั้น จะมาร่วมสนทนาแลกเปลี่ยนปรัชญาชีวิตที่ตนค้นพบจากการทำงานปั้นกับพวกเราด้วย
นายแบงค์อย่างคุณภรตบอกว่า “ดินคือตัวเรา หากไม่ใส่ใจทำงาน งานที่ได้ก็จะออกมาไม่ดี ต่างจากงานที่ทำด้วยใจชัดเจน ดินยังสอนสัจธรรมแก่เราด้วยว่า ทุกสิ่งล้วนไม่จีรัง”
ผู้ใดสนใจกิจกรรมครั้งนี้ ติดต่อสอบถามรายละเอียดและสำรองที่นั่งได้ที่ เอก 02-428-7946 หรือ (มือถือ) 081-556-5269 เราจะนำขนมไปทานกันด้วย ในเช้าวันเสาร์ที่ 7 เมษายน เวลา 10.30 – 12.00 น. ณ Som Ceramics Studio เลขที่ 5 สุขุมวิท 56 (เข้าไปไม่ไกล ด้านซ้ายมือ รั้วหน้าบ้านสีขาวดำ)
...แล้วพบกันนะครับ...
วันพฤหัสบดี, มีนาคม 29, 2550
Happy Media Learning Tour เดือนเมษายน กับ ศิลปิน ช่างปั้น
ขอเชิญนักเดินทาง ร่วมใส่ไวตามินให้ร่างกายแข็งแรง
สำนักพิมพ์สุขภาพใจ ขอเชิญเดินทางไป "สัมผัสหัวใจอันงดงาม" ร่วมเปิดตัวหนังสือ
"เดินสู่อิสรภาพ" ของ ประมวล เพ็งจันทร์
"จากเชียงใหม่ - เกาะสมุย 66 วัน กับ 1,000 กม.
เมื่อสองเท้าสัมพันธ์กับหัวใจ มีของฝากอะไรจากริมทาง"
พบกับ ประมวล เพ็งจันทร์ (คนเขียน), อุ๊ ช่อผกา วิริยานนท์ (คนอ่าน)
ชวนคุยโดย ประสาน อิงคนันท์ (คนเดินเรื่อง) จากรายการ คนค้นคน
วันเสาร์ที่ 31 มีนาคม 2550 เวลา 12.00 - 13.00 น.
ณ เวทีกิจกรรม Hall A ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
หนึ่งใน 3 กิจกรรมบำรุงหัวใจ เพื่อ "การเดินทางด้านใน" สู่ความสดใสของชีวิต
รายละเอียดเพิ่มเติม คุณเจี๊ยบ-อุษา 0-2415-2621 ต่อ 806 08-6778-0110
การเสวนา ๓ ทศวรรษสายธารความคิด ติช นัท ฮันห์ กับสังคมไทย

นับตั้งแต่ ติช นัท ฮันห์ พระภิกษุหนุ่ม ชาวเวียดนาม จำต้องอพยพ ออกจากแผ่นดินเกิด เพื่อลี้ภัยสงครามเมื่อ ๓ ทศวรรษก่อน ทำให้โลก และ สังคมไทย ได้รู้จักขุมทรัพย์แห่งปัญญา และความรัก อันรุ่มรวยของพุทธศาสนา ฝ่ายมหายาน โดยเฉพาะเมื่อมีการแปล ปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ เป็นภาษาไทย เมื่อปี ๒๕๑๙ ในท่ามกลางยุคสมัยของการใช้ความรุนแรงต่อกัน ในนามของความแตกต่าง ทางอุดมการณ์ทางการเมือง ที่ช่วยสร้าง แรงบันดาลใจ แก่คนหนุ่มสาวจำนวนหนึ่งในยุคนั้น ให้สามารถหยัดยืน
ในการแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งด้วยศานติ ทั้งในระดับบุคคล และ โครงสร้างสังคม นับแต่นั้นมา งานเขียนของท่าน หลายสิบเรื่อง ได้ถูกแปลเป็น ภาษาไทย อย่างต่อเนื่องมาตลอด อาทิ เดิน วิถีแห่งสติ, ด้วยปัญญาและความรัก, ทางกลับคือการเดินทางต่อ เป็นต้น เกิดเป็นกลุ่มก้อนของผู้ศึกษางานของท่าน อย่างจริงจัง และแตกหน่อออกไปเป็น กลุ่มปฏิบัติการต่างๆ อันมีพื้นฐาน ของการภาวนา และรับใช้สังคมไปพร้อมๆ กันจำนวนมากมาย โดยกาลเวลาที่ผ่านเลย มากว่า ๓ ทศวรรษ มิได้ทำให้คุณค่าในงานของท่าน ลดน้อยถอยลงไป หากกลับยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น ในภาวะที่โลก ยังคงเป็นไปด้วยความอยุติธรรม และรุนแรงรูปแบบใหม่ๆ เคลื่อนจากความขัดแย้งทางอุดมการณ์ทางการเมือง มาเป็นการอ้างถึงความขัดแย้งทางอารยธรรมหรือศาสนาแทน
ดังนั้น จึงเป็นโอกาสดี ที่สังคมไทยควรจะได้กลับมา ทบทวนว่า เราได้เรียนรู้อะไร จากงานของท่าน โดยวิเคราะห์ ผ่านปรากฏการณ์ต่างๆ ตลอด ๓ ทศวรรษกว่าที่ผ่านมา และยังจะต้อง เรียนรู้อะไรอีกบ้าง เพื่อนำมาใช้ แก้ปัญหา ความขัดแย้ง และความรุนแรงต่างๆ ให้เหมาะสมกับยุคสมัยปัจจุบัน ไม่เฉพาะแต่ความรุนแรงใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้
ทั้งนี้ คณะผู้จัดงานได้เชิญผู้แปลงานเขียน หรือได้รับ แรงบันดาลใจ จากท่านอย่างสำคัญ มาร่วมเสวนา แบ่งปัน ประสบการณ์ และแลกเปลี่ยนความคิดร่วมกัน เพื่อกระตุ้นเตือน ให้สังคมไทยตระหนักว่า การแก้ไขความขัดแย้งด้วยศานติ เป็น หนทางไปสู่ความสงบสุขอย่างแท้จริง ใน วันศุกร์ที่ ๖ เมษายน ๒๕๕๐ เวลา ๑๓.๐๐ – ๑๗.๐๐ น. ณ ห้องประชุมย่อย ๑ (Meeting Room 1) ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
ผู้ร่วมจัดงาน : มูลนิธิโกมลคีมทอง, กลุ่มสังฆะแห่งสติ, สำนักพิพม์เคล็ดไทย, ศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหิดล
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
มูลนิธิโกมลคีมทอง ๐๒-๔๑๒-๐๗๔๔
กลุ่มสังฆะแห่งสติ ๐๘๖-๗๘๙-๗๐๗๐
ข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.thaiplumvillage.org
วันอังคาร, มีนาคม 27, 2550
ความสุขของลุงสุข
ช่วงวัยก่อนอายุสามสิบเช่นผม มีหลายกิจกรรมรื่นเริงที่คนรุ่นเดียวกันมักไปร่วมสังสรรค์ ส่วนใหญ่เป็นงานวันเกิด บ้างเป็นงานแต่งงานของคนหลายคู่ที่ต้องการให้เพื่อนฝูงร่วมแสดงความยินดี
ทว่างานพิธีที่ผมเดินไปร่วมในเย็นวันนั้นไม่ใช่งานรื่นเริง...แต่เป็นงานศพ
ผมไม่ใช่คนคุ้นเคยกับงานศพ และเชื่อว่าไม่มีใครอยากจะคุ้นเคยกับงานศพ เพราะนั่นหมายถึงการลาจากของบุคคลอันเป็นที่รัก ไม่มีใครอยากจะฝืนเอ่ยว่า ‘ความตาย’ เป็นสิ่งที่ถวิลหาชีวิต แต่สุดท้ายความตายก็ตามหาชีวิตของเราจนพบ
ระหว่างที่ผมกำลังย่ำเดินยังทางเท้า จำต้องแวะผ่านอาคารยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งย่านสาธรซึ่งโฆษณาสวยหรูว่าเป็นจุดศูนย์รวมหนังสือที่ใหญ่สุดในประเทศ ประตูทางออกและฝ้าเพดานของอาคารหลังใหม่เพิ่งถูกฉาบทาด้วยสีน้ำมัน ชั้นหนังสือใหม่แกะกล่องแลดูสวยงาม
แต่ผมคิดว่าหน้าร้านที่เห็นเป็นเพียงห้องแสดงสินค้าไม่ต่างจากโชว์รูมรถยนต์
หันเมินกับหนังสือหลายหลาก มิใช่มองเป็นสิ่งไร้ค่าเสียทั้งหมด แต่เพราะผู้ที่ผมกำลังเดินทางไปให้เกียรติครั้งนี้คือผู้สร้างหมุดหมายบางอย่างที่ทำให้ผมคิดถึงร้านหนังสือในอีกรูปลักษณ์ที่มีบรรยากาศแห่งการอ่านและการเรียนรู้อย่างแท้จริง
ชายผู้นั้นคือคุณลุงสุข สูงสว่าง บุรุษผู้กว้างขวางแห่งวงการหนังสือในเมืองไทย
ผมไม่รู้จักลุงสุขเป็นการส่วนตัว รู้เพียงในยามที่ผมยังเด็ก ร้านหนังสือดวงกมล (D.K. Book) ที่คุณลุงเป็นเจ้าของ คือร้านหนังสือที่มีคุณภาพ มีสาขามากมายหลายสิบแห่ง ด้วยเขาคือผู้ก่อตั้งกลุ่มธุรกิจหนังสือดวงกมล
ประกอบด้วยร้านหนังสือดวงกมล สำนักพิมพ์ดวงกมล เป็นผู้นำเข้าตำราภาษาอังกฤษ จัดพิมพ์หนังสือและตำราวิชาการเป็นภาษาไทย ทั้งเป็นผู้ก่อตั้งนิตยสาร ‘โลกหนังสือ’ เมื่อ พ.ศ.2520 ซึ่งคุณพ่อของผมรับหน้าที่บรรณาธิการ
ในช่วงที่ผมเป็นวัยรุ่น ธุรกิจหนังสือของลุงสุขยังก้าวกระโดดสู่การเปิดร้านหนังสือดวงกมลสาขาซีคอนสแควร์ ซึ่งเป็นร้านหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย แถมยังมีโครงการ ‘เมืองหนังสือ’ ที่อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ เพื่อให้เป็นแหล่งซื้อขายหนังสือที่ใหญ่ที่สุด แต่น่าเศร้าที่โครงการหมู่บ้านนักเขียนนานาชาติที่อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี กลายเป็นโครงการที่จำต้องถูกล้มเลิก เนื่องจากปัญหาพิษเศรษฐกิจเมื่อปี พ.ศ.2540
ส่วนหนึ่งในความพยายามของลุงสุข เกิดขึ้นเพราะต้องการลบล้างบทบันทึกในพจนานุกรม LONGMAN ที่ระบุว่ากรุงเทพมหานครคือนครแห่งโสเภณี
หลังจากทุ่มเทชีวิตกับการเผยแพร่หนังสือเป็นเวลากว่า 40 ปี ในเวลาต่อมา ลุงสุขก็มีปัญหาครอบครัว ปัญหาการฟ้องร้องหนี้สินและธุรกิจกับครอบครัวผู้ร่วมก่อตั้งร้านหนังสือดวงกมลมาด้วยกัน จนสุดท้ายก็ล้มป่วยด้วยอาการเส้นโลหิตในสมองแตก ต้องเข้ารับการผ่าตัดสมองถึงสองครั้งในระยะเวลาเพียงสามปี
ถึงแม้อาการของลุงสุขเริ่มมีทีท่าว่าจะดีขึ้น แต่สุดท้าย คุณลุงก็ไม่อาจฝืนสังขารของตัวเองได้ และถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ.2550
ผู้กว้างขวางในวงการหนังสือของไทยอย่างคุณลุขสุขคือตัวอย่างของ ‘นายทุน’ ที่ลงทุนทางสังคม ประกอบธุรกิจเพื่อผู้อื่นมากกว่าเพื่อตนเอง ด้วยสิ่งที่ลุงสุขปลูกสร้างล้วนมีคุณค่าต่อแวดวงหนังสือ
ถ้าวงการหนังสือเติบโต นักอ่านก็เข้มแข็ง และถ้านักอ่านเข้มแข็ง พวกเขาย่อมเติบโตทางความคิด เกิดคุณอนันต์ต่ออีกหลายวงการ
หลังจากเดินผ่านอาคารที่บรรจุหนังสือนับล้านเล่ม จนถึงด้านนอกซึ่งเป็นถนนสาธร ผมข้ามสะพานลอยแล้วเดินเลียบทางเท้าไปเรื่อยๆ กระทั่งพบโบสถ์เซ็นต์หลุยส์ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟฟ้าสุรศักดิ์
ผมเข้าไปกราบศพคุณลุงสุข ก่อนจะนั่งนิ่งราวกับขอทำความรู้จักต่อสิ่งรอบด้าน บรรยากาศในตอนหัวค่ำยิ่งเต็มด้วยความเงียบ อาจเพราะญาติมิตรของคุณลุง รวมถึงนักเขียนและคนทำหนังสือหลายคนที่มาร่วมงานต้องการทำให้บรรยากาศในโบสถ์เงียบสงบที่สุด เนื่องเพราะนับแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้ายที่ลุงสุขคลุกคลีอยู่ในแวดวงหนังสือ ชีวิตของคุณลุงล้วนเต็มด้วยความวุ่นวายมาโดยตลอด
เพียงไม่นาน หลวงพ่อประจำโบสถ์ก็เข้ามาให้ศีลตามแบบศาสนาคริสต์ ความที่ผมเป็นชาวพุทธ ซ้ำเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้สัมผัสวิถีคริสต์ ทำให้ผมตื่นเต้นพอประมาณ โชคดีที่หลวงพ่อกล่าวเทศน์เป็นภาษาไทยจึงฟังเนื้อหารู้เรื่อง
หลวงพ่อท่านเทศน์อย่างเรียบง่าย เอ่ยถึงความตายที่ทุกคนย่อมประสบพบเจอ โดยกล่าวว่าในช่วงเวลาก่อนที่เราจะเกิด พ่อแม่ของเราต่างเตรียมพร้อมที่จะให้เราลืมตามองโลก ในทางตรงข้าม หากคนเรากำลังเดินทางไปสู่ความตาย ก็ควรจะ ‘ตายก่อนตาย’ ด้วยการตายอย่างมีสติ เช่นเดียวกับการเตรียมตัวเกิด
รับฟังคำเทศน์ไปไม่นาน ผมจึงเชื่อว่าหลังจากลุงสุขล้มป่วยลง คุณลุงก็เตรียมตัวไปสู่ชีวิตนิรันดร์มานานแล้ว เพียงแต่การเตรียมตัวของคุณลุงไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่เพราะคุณลุงต้องการให้สังคมไทยตระหนักรู้ต่อทุกสิ่ง
อย่างน้อยก็เพื่อให้ทุกคนได้มีความคิดเป็นอาวุธโดยใช้หนังสือเป็นเครื่องมือ
ไม่ว่าโครงการต่างๆ ของคุณลุงจะทำสำเร็จหรือล้มเหลว ไม่ว่าใครจะกล่าวว่าคุณลุงสุขเป็นนักฝัน นักอุดมคติ หรือคนทำหนังสือผู้เปี่ยมอุดมการณ์ แต่ผมกลับคิดว่าสิ่งที่ลุงสุขทำนั้น ได้บันดาลผลให้ลุงสุขมี ‘ความสุข’ ที่ได้เห็นคนไทยมีคุณภาพทางความคิดอ่านเพิ่มขึ้น
พิธีกรรมทางศาสนาใช้เวลาไม่นาน ผมกราบลาญาติมิตรของลุงสุข ก่อนเดินเท้าจากไปอย่างเงียบๆ ท่ามกลางความมืดยามราตรีและแสงไฟฉาบมัว ก่อนจะวกกลับมาถึงร้านหนังสือขนาดมโหฬารแห่งเดิม
ผมจำใจเดินเข้าไปยังร้านหนังสือยักษ์ใหญ่อีกครั้ง คล้ายคนทำหนังสือในยุคปัจจุบันที่ต้องสยบยอมกับความจริงบางอย่าง แต่ก่อนจะเดินเข้าภายใน ผมหันกลับไปมองโบสถ์เซ็นต์หลุยส์ที่มีร่างของลุงสุขกำลังนอนสงบ
ร่างนั้นนอนนิ่งก็จริง แต่ผมเชื่อว่าระหว่างทางที่คุณลุงสุขกำลังเดินทางสู่ชีวิตนิรันดร์ คุณลุงก็ได้พบความสุขที่แท้จริงแล้ว
และความหมายของความสุขที่แท้จริงนี้เองที่ทำให้คนทำงานหนังสือบางคนยังคงมุ่งมั่นกับการสรรค์สร้างเนื้อหาของหนังสือให้เต็มด้วยแสงสว่าง
ในฉับพลัน คำพูดของของผมก็เอ่ยขึ้นจากจิตสำนึกท่ามกลางความมืดมิดในยามราตรี
ขอบคุณมากครับ...คุณลุงสุข สูงสว่าง
ชีวิตรื่นรมย์ // โพสต์ทูเดย์ // ฉบับวันอังคารที่ 27 มี.ค.2550
โมน สวัสดิ์ศรี media4joy@hotmail.com
กลุ่มสื่อสร้างสรรค์ www.happymedia.blogspot.com
และศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)




