วันพฤหัสบดี, กรกฎาคม 05, 2550

Be Free Wherever You Are


หลังจากที่ตั้งท่าอยู่หลายปี ในที่สุด ผู้เขียนก็ได้โอกาสเห็นพระราชวังโปตาลา และสัมผัสกับชีวิตของคนธิเบตในธิเบตอย่างที่หมายมั่นตั้งใจไว้
เกือบ 50 ปีแล้วที่องค์ดาไลลามะที่ 14 ยังคงวิงวอน ขอให้ชาวธิเบตได้ปกครองตนเอง เพื่อรักษาขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม และภูมิปัญญาธิเบต แม้จะต้องเป็นส่วนหนึ่งของจีนหรือไม่ก็ตาม
ธิเบตวันนี้ ไม่ได้เป็นอย่างที่คิด ธิเบตภายใต้การปกครองของจีน ชวนให้หดหู่อย่างไร้คำใดมาอธิบาย

Free Tibet
บางคนที่เคยเห็นการเคลื่อนไหวหรือได้ยินคำรณรงค์ “Free Tibet” อาจสงสัยว่า ทำไมอิสรภาพของชาวธิเบตถึงเป็นเรื่องใหญ่ ทำไมธิเบตจึงต้องการดูแลตัวเอง มันเลวร้ายอะไรมากมายนักเมื่อรัฐบาลจีนก็ได้พยายามอย่างดีที่สุดเพื่อนำความเจริญต่างๆ มายังธิเบต ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจใหญ่ หรือร้านค้าย่อย สาธารณูปโภค รวมทั้งเส้นทางรถไฟสายจีน-ธิเบตที่บรรลือโลกกระทั่งได้ชื่อว่าเป็นเส้นทางรถไฟที่อยู่สูงที่สุดในโลก ทำให้การเดินทางสู่ธิเบตสะดวกขึ้น เหล่านี้น่าจะส่งผลให้เศรษฐกิจของธิเบตดีขึ้น
หากแต่สิ่งก่อสร้างทันสมัยที่จัดสรรไว้อำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่หลั่งไหลเข้ามานั้น กลับทำให้กรุงลาซาดูเสื่อมโทรมอย่างน่าเศร้า ร้านรวงที่รายล้อมจนแน่นขนัดรอบพระราชวังโปตาลา อดีตที่พำนักขององค์ดาไลลามะ ได้บดบังความงามสง่าของสถาปัตยกรรมสัญลักษณ์แห่งธิเบต
คนที่ค้าขายเก่งและมีเงินทุนมากกว่า ย่อมเป็นผู้ได้เปรียบในเชิงเศรษฐกิจ จึงไม่แปลกที่เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่มักเป็นชาวจีน ขณะที่ความเป็นอยู่ของคนธิเบตพื้นถิ่นกลับยากจน ซ้ำยังเป็นคนกลุ่มน้อย (ประมาณว่า ประชากรทุกๆ 10 คนที่อยู่ในพื้นที่ เป็นพ่อค้าแม่ค้าชาวจีนราว 9 คน ที่เหลืออีก 1 คนคือชาวธิเบต)
ความลำบากด้านเศรษฐกิจนั้นเล็กน้อยมากหากเทียบกับการถูกลิดรอนทางจิตวิญญาณ
บางคนอาจเคยได้ยินมาบ้างว่า ไม่ว่าใครในธิเบตก็จะไม่ได้รับอนุญาตให้มีรูปองค์ดาไลลามะที่ 14 ไว้ในครอบครองได้ ใครที่มีรูปของพระองค์ต้องเก็บไว้ให้มิดชิด อีกทั้งจำนวนพระนักบวชผู้เป็นส่วนประกอบสำคัญของสังคมและวัฒนธรรมก็ลดลงอย่างมาก ถึงแม้จะไม่มีหลักฐานการคุกคามและการแทรกแซงจากรัฐบาลจีนอย่างโจ่งแจ้งก็ตามที
วัดเซราคือตัวอย่าง จากที่เคยมีพระจำวัดกว่า 5,000 รูป ปัจจุบัน เหลือเพียงไม่กี่ร้อยรูปเท่านั้น

อิสระจากความโกรธด้วยศรัทราและความรัก
แม้จะถูกครอบงำทางเศรษฐกิจและถูกลิดรอนสิทธิในการแสวงหาความสุขทางจิตวิญญาณสักแค่ไหน นั่นไม่ได้ทำให้ชาวธิเบตอ่อนแอลงแต่อย่างใด พวกเขายังคงมั่นในศรัทธาที่มีต่อพระพุทธองค์ พระโพธิสัตว์ และเพื่อนร่วมโลก ทั้งยังยืนหยัดที่จะไม่ใช้ความรุนแรง ทั้งๆ ที่นัยน์ตาปรากฏร่องรอยแห่งความบอบช้ำ
ความปรารถนาที่จะดำรงชีวิตอย่างมีความหมายและความดีงามของพวกเขาไม่เคยจืดจาง ผู้คนที่นั่นยังคงสวดภาวนา หมุนกระบอกมนต์ ให้มนต์ “โอม มะ นี ปัท เม หุม” ปกป้องและคุ้มครองทุกสรรพชีวิต

อิสระมีได้ แม้ไร้อิสระ
แม้ไร้อิสรภาพที่จะปกครองตนเอง แต่ฆราวาสชาวธิเบตกลับไม่ลืมอิสรภาพที่จะศรัทธา ที่จะรักทุกชีวิต พวกเขามีอิสรภาพมากพอที่จะเลือกการไม่เบียดเบียนใคร ไม่นิยมความรุนแรง เป็นอิสระจากความโกรธเคือง นี่เองมิใช่หรือคือ “อิสรภาพที่แท้”
อิสระทางใจนี่แหละที่ยิ่งใหญ่และสำคัญนัก

อิสระมีได้ แม้กายถูกจองจำ
หนังสือของพระอาจารย์ปสันโนชื่อ ลิ้มรสสิ่งที่อยู่ในใจ รวมบทสัมภาษณ์ของท่านจากประสบการณ์ที่ได้เข้าไปอยู่ในคุกและสนทนากับ เจย์ -- จาตุรันต์ ศิริพงษ์ สามวันก่อนที่เขาจะถูกประหารในเรือนจำ ซาน เควนติน เมื่อปี 2542
เจย์ถูกจับในสหรัฐฯ ด้วยข้อหาปล้นฆ่าเจ้าของร้านและผู้ช่วย ชายหนุ่มผู้โชคร้ายสารภาพว่า ตนร่วมปล้นก็จริง แต่ไม่ได้ฆ่าใคร
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเขาไม่ยอมซัดทอดให้ผู้อื่น ศาลจึงมีคำตัดสินลงโทษประหารชีวิต
เจย์ใช้เวลาที่เหลือ 16 ปีสุดท้ายในเรือนจำด้วยการปล่อยวาง และหมดลมหายใจอย่างมีที่พึ่งทางจิตวิญญาณ
ในหนังสือเล่มนี้ พระอาจารย์ปสันโน ได้กล่าวถึงการปฏิบัติของเขาไว้ดังนี้
“ในแปดปีสุดท้ายของชีวิตเป็นช่วงที่การปฏิบัติของเจย์เริ่มปรากฏผลเป็นความเปลี่ยนแปลงในบุคลิกภาพของเขาอย่างชัดเจน เจย์ได้รู้จักตัวเองอย่างถ่องแท้ และได้เรียนรู้ว่า หากรู้จักปฏิบัติอย่างถูกต้อง การติดคุกก็ไม่ใช่สิ่งเลวร้ายเสียทีเดียว เจย์ยอมรับว่า ถ้าไม่ได้เผชิญความยากลำบากและความทุกข์แสนสาหัสอย่างที่ได้รับระหว่างต้องโทษในเรือนจำ เขาคงไม่อาจพัฒนาตัวเองขึ้นมาได้ถึงระดับนี้”

อิสระมีได้ แม้ถูกจองจำในกาย
หนังสืออีกเล่มที่ชื่อ The Diving Bell & The Butterfly หรือ ชุดประดาน้ำกับผีเสื้อ โดย ฌอง-โดมินิก โบบี้ (เป็นภาพยนตร์แล้ว) แต่งขึ้นหลังจากเป็นอัมพาตทั้งตัว ทำได้อย่างมากก็เพียงกะพริบตาข้างซ้ายเท่านั้น โดยให้ผู้ช่วยอ่านอักษรให้ฟังทีละตัว แล้วเลือกอักษรทีละตัวประกอบจนเป็นคำ ทีละคำๆ เรียงร้อยจนเป็นประโยคกระทั่งจบเล่ม
ฌอง-โดมินิก โบบี้ เปรียบร่ายกายที่เจ็บป่วยเคลือนไหวไม่ได้ของตนดั่งระฆังเหล็กที่นักดำน้ำใช้เพื่อป้องกันความดันน้ำใต้ท้องทะเล และจิตวิญญาณของตัวเองที่อิสระเหมือนผีเสื้อ แม้ต้องถูกจองจำในร่างกายที่นิ่งราวไร้ชีวิต โดยไม่ย่อท้อ
องค์ดาไลลามะที่ 14 ได้อรรถาธิบายในหนังสือ Generous Wisdom หรือ ปัญญาแห่งความเอื้อเฟื้อ ไว้อย่างน่าสนใจ จับใจความได้ว่า คนที่รวยและมีอำนาจนั้น ใช่ว่าจะมีความสุขเสมอไป ในขณะที่คนยากจนบางคนกลับใช้ชีวิตอย่างสงบ มีความสุขกับความพอเพียง
สภาวะจิตของเราทำให้เราเป็นสุขหรือทุกข์ การยึดติด ความโลภ ความโกรธ คือเหตุแห่งทุกข์ที่เราต้องรู้จักละ ตรงกันข้าม เราควรบ่มเพาะและรักษาจิตใจของเราให้เต็มเปี่ยมด้วยความรักความเมตตา อันนำความสงบ ความอิ่มเอิบ และความสุข มาสู่ใจเรา
ถ้าสังเกต เราจะเห็นตัวอย่างเช่นนี้ได้ไม่ยากในสังคม คนร่ำรวยที่ให้ใครไม่เป็น ยิ่งมี... ใจยิ่งจน ยิ่งอยาก... ยิ่งขาดมากขึ้น เขาเหล่านั้นกำลังถูกจองจำด้วยความโลภของตนเอง
ยังมีอีกหลายอย่างที่จองจำคนทั้งโลก ไม่ว่าจะเป็นความโกรธ ความยึดมั่นสำคัญในตัวตน
ไม่ว่าจะอยู่ไหนในสถานการณ์ใดก็มีอิสระได้เมื่อเรารู้เท่าทัน
เนื่องในวโรกาสวันคล้ายวันประสูติองค์ดาไลลามะที่ 14 ในวันที่ 6 กรกฎาคม 2550
ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

ชีวิตรื่นรมย์ ฉบับอังคารที่ 3 กรกฎาคม 2550
จิตร์ ตัณฑเสถียร
media4joy@hotmail.com
กลุ่มสื่อสร้างสรรค์ www.happymedia.blogspot.com
สนับสนุนโดย ศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

วันอาทิตย์, กรกฎาคม 01, 2550

Wisdom TODAY

ท่าน เชอเกียม ตรุงปะ เคยกล่าวในทำนองว่า

“โลกนี้เต็มไปด้วยใบมีดโกน

เรารู้ตัวกันหรือไม่ว่า กำลังเลื่อนโล้อยู่กลางทะเลแห่งคมมีดโกน”

เช่นนั้น เราจะรักษากาย และใจอย่างไร ให้ถูกเถือ ถูกบาด น้อยที่สุด

วันนี้ ท่านจะมีชีวิต บนใบมีดโกนอย่างไร

วันพุธ, มิถุนายน 27, 2550

หายนะกับภัยของชาติ ที่เกิดจากความประมาทของคนท้องถิ่น!


สังคมใด หากคนในสังคมนั้นตกอยู่ในความประมาท หายนภัยย่อมบังเกิดแก่สังคม และคนในสังคมนั้นๆ อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ความจริง ปัญหาดังกล่าวเราจะพบได้จากชีวิตประจำวันของคนในสังคมไทย ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นเป็นความจริงมาแล้วแทบทุกแห่งหน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิ่งซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับคนในสังคม หากเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย มักทำให้รู้สึกเพิกเฉย ทั้งนี้และทั้งนั้นเพราะความประมาท จึงไม่ให้ความสนใจ จนกระทั่งบานปลายออกไปกลายเป็นเรื่องใหญ่แล้วจึงรู้สึกเดือดร้อนหนัก
ตัวอย่างแรกได้แก่ ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ หากพิจารณาจากประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ก็ได้มีบันทึกเอาไว้ให้รู้ว่า มีการอพยพคนพื้นบ้านกลุ่มหนึ่งจากบริเวณสามจังหวัดดังกล่าว เพื่อเอามาอยู่ในจังหวัดภาคกลาง ทำให้สันนิษฐานว่า คงต้องการแก้ไขปัญหาความไม่เข้าใจกันระหว่างคนท้องถิ่นกับคนภาคกลางนับตั้งแต่บัดนั้น
หลังจากนั้นมา คนรุ่นหลังซึ่งควรแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบ ในการสืบทอดการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง กลับสะท้อนให้เห็นอาการเพิกเฉย โดยไม่ติดตามงานที่คนรุ่นก่อนเคยคิดและปฏิบัติมาแล้วอย่างจริงจัง จึงทำให้ปัญหาท้องถิ่นหยั่งรากลงสู่ระดับล่างอย่างลึกซึ้งต่อมาอีก จนกระทั่ง มาถึงช่วงนี้สังคมได้สะท้อนเหตุการณ์ให้รู้สึกว่า มีความรุนแรงยิ่งขึ้น
ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากนิสัยอันเป็นธรรมชาติของคนไทยส่วนใหญ่ในยุคปัจจุบัน เราจึงเห็นว่าในยุคนี้คนส่วนใหญ่โดยเฉพาะผู้ที่ขึ้นไปถืออำนาจในระดับสูง มักมีนิสัยทำอะไรๆ ตามอำเภอใจตัวเอง นอกจากนั้น คนในกลุ่มนี้ยังมีอำนาจอยู่ในมือ จึงต้องการแก้ไขปัญหาให้เร็วทันใจ จึงตัดสินใจใช้อำนาจปราบปรามเพื่อแก้ปัญหาด้านเดียว ซึ่งสภาวะดังกล่าวปรากฏผลว่า “เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า” ดังนั้น ในอนาคตก็คงต้องเตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้รับสภาพของปัญหาที่รุนแรงยิ่งขึ้น
ตัวอย่างที่สอง นับตั้งแต่ปีพ.ศ.๒๔๗๕ ซึ่งมีการใช้กำลังทหารติดอาวุธยึดอำนาจจากราชบัลลังค์ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ โดยอ้างว่า ต้องการให้ประเทศชาติเป็นประชาธิปไตย
แต่ผู้ดำเนินการได้กระทำไปเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่ก็มีผลทำให้ประชาชนทั่วไปหลงเชื่อโดยไม่คิดว่า กาลเวลา เท่าที่มีโอกาสผ่านพ้นมาแล้ว ย่อมเป็นบทพิสูจน์ความจริงให้คนทั่วไปสามารถรู้เห็นได้เองอย่างอิสระว่า เป็นการเปลี่ยนแปลง ที่สืบเนื่องมาจาก คนต้องการให้ประเทศเป็นประชาธิปไตย หรือบุคคลกลุ่มหนึ่งต้องการอำนาจกันแน่? แต่เท่าที่ได้ปฏิบัติไปแล้วสะท้อนผลให้เราท่านหยั่งรู้ความจริงอันเป็นสัจธรรมได้จาก ความเดือดร้อนของประชาชนที่เกิดจากปัญหาติดตามมา ซึ่งแก้ไขได้ยากที่สุด
ทั้งนี้และทั้งนั้น หลักธรรมะได้สอนเอาไว้ว่า ถ้าไม่มีสิ่งนั้นก็ย่อมมีสิ่งนี้ หรืออีกนัยหนึ่ง อาจกล่าวว่า เพราะคนต้องการประชาธิปไตยบนพื้นฐานความไม่รู้ จึงจำต้องได้รับผลทำให้เกิดความเดือดร้อน จนกระทั่งถึงยกพวกฆ่ากันเองเพราะกระทำไปโดยไม่รู้สึกตัว
ดังจะพบกับคำปรารภที่ออกมาอย่างตรงไปตรงมา แม้จากหน้าหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นเป็นช่วง ๆ ว่า เรากำหนดให้มีการเปลี่ยนแปลงเพื่อเป็นประชาธิปไตยมาเป็นเวลาหลายสิบปี แต่ประชาธิปไตยก็ยังไม่สามารถก้าวหน้า หากยังคงวนเวียนอยู่ในสภาพที่เหมือนเดิมโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง หากแต่คนท้องถิ่นกลับแสดงอาการเหมือนกับทองไม่รู้ร้อนเรื่อยมา
ทั้งนี้และทั้งนั้น แม้คนไทยจะต้องเผชิญกับปัญหาการถูกครอบงำโดยอิทธิพลวัฒนธรรมทางวัตถุและกระแสการเงินข้ามชาติ แต่ก็ยังไม่รู้สึกสังหรณ์ใจเพื่อหวนกลับมาค้นหาความจริงหรืออีกนัยหนึ่งทำให้รู้สึกว่า คนในชาติถูกครอบงำโดยอิทธิพลสิ่งเสพติดจึงทำให้สติปัญญามืดบอด
หรืออีกนัยหนึ่ง สติปัญญามืดบอดของคนท้องถิ่น มีผลสืบเนื่องมาจากการหลงอยู่กับความสะดวกสบาย ทำให้สมองคนตกอยู่ในสภาพหลับใน จนกระทั่งแทบไม่อยากคิดและนำปฏิบัติ ไม่ว่าจะกระทำการใด ๆ เพื่อหวังผลปลุกจิตสำนึกให้คนในชาติตื่นขึ้นมา ช่วยกันคิดที่จะร่วมมือกันแก้ไขปัญหาและพัฒนาความเจริญก้าวหน้าบนพื้นฐานความกระตือรือร้นให้เป็นความหวัง
นอกจากนั้น ยังพบกับคำปรามาสโดยสื่อเป็นครั้งคราวว่า คนไทยรวมกันไม่ติด ดังเช่น การทำงานที่ปราศจากการรวมตัวกันเป็นทีม หากรวมกันก็มักพบกับความล้มเหลว
ตัวอย่างที่สาม ได้แก่ ผลจากการพัฒนาชนบท ซึ่งแต่ก่อนเรายังไม่เห็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนมากนัก แต่ขณะนี้กาลเวลาได้พิสูจน์ความจริงออกมาให้หลายคนจำต้องยอมรับ
เมื่อไม่นานมานี้ สภาพแวดล้อมในจังหวัดภาคเหนือได้ก่อปัญหาเรื่องหมอกควันที่เกิดจากไฟไหม้ป่าในฤดูแล้ง ซึ่งกระจายไปอย่างทั่วถึง จนกระทั่งเครื่องบินไม่อาจขึ้นและลงสนาม ทำให้ต้องงดการเดินทางเอาไว้เป็นช่วง ๆ
ความจริงแล้ว หมอกควันที่เกิดจากคนเผาป่า ผู้เขียนยังจำได้ดีว่า ช่วงที่ตนไปเรียนเกษตรอยู่ที่แม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อปีพ.ศ. ๒๔๘๓-๒๔๘๕ ระหว่างช่วงเดือนกุมภาพันธ์ต่อมีนาคม มักได้เห็นภาพไฟไหม้ป่าอยู่ตามเชิงเขาในระยะไกล แต่หมอกควันและไอร้อน ซึ่งลมร้อนพัดมา มันก็ทำให้รู้สึกร้อนผ่าวแทบทุกวันในช่วงเวลาค่ำลง จนกระทั่งเป็นภาพที่เคยชิน
ครั้นต่อมา ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้ ทรงเริ่มต้นโครงการเกษตรที่สูงที่ดอยอ่างขาง ระหว่างช่วงเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม ผู้เขียนมีโอกาสตามเสด็จโดยเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์
ในขณะที่นั่งอยู่ในเครื่องบิน ระหว่างการเดินทางเหนือร่องเขา เราได้พบกับหมอกควัน ซึ่งเป็นผลจากการเผาป่าของชาวบ้าน จนกระทั่งเห็นได้อย่างชัดเจน ทั้ง ๆ ที่พระองค์ทรงเพียรพยายามขจัดไฟป่า โดยโปรดเกล้าฯให้คนท้องถิ่นหารายได้เลี้ยงชีพตัวเองจากการปลูกพืชทดแทนฝิ่น
แต่ข้าราชประจำจากหลายหน่วยงาน ส่วนใหญ่ดูเหมือนจะไม่รู้สึกเดือดร้อน นอกจากมีความเคยชิน จนกระทั่ง ช่วงปี พ.ศ. ๒๕๕๐ มีหมอกควันหนาทึบเกิดขึ้นอีกในช่วงเวลาเดียวกัน จนกระทั่ง ทำให้การสัญจรไปมาของยานพาหนะทั้งทางบกและทางอากาศเป็นไปได้ยากลำบาก ซึ่งเราก็ตื่นตระหนกกันไปพักใหญ่ แล้วก็เริ่มต้นเคยชินอีกเช่นเคย
อนึ่ง ผู้เขียนพยายามค้นคว้าหาเหตุและผล แต่ยังก่อน ก่อนที่จะหาเหตุแห่งหมอกควัน ควรจะเริ่มต้นจากผู้คนทั่วไปว่า เหตุใดคนไทยจึงตกอยู่ในความประมาทง่ายเกินไป โดยที่นิสัยลักษณะนี้ทำให้สังคมเสี่ยงต่อความหายนะได้ไม่ยาก
นิสัยดังกล่าว น่าจะเกิดจากคนในสังคมไทยถูกมอมเมาด้วยอิทธิพลวัตถุ ซึ่งมีผลทำให้คนท้องถิ่นส่วนใหญ่หลงอยู่กับความสบาย เปิดโอกาสให้รากฐานจิตใจถูกแทรกซึมด้วยอิทธิพลที่มีผลทำให้คนท้องถิ่นขาดการตื่นตัว แม้แต่นิสัยนอนหลับทับสิทธิ์ ซึ่งควรจะทำให้ตนมีส่วนร่วมในการกำหนดโครงสร้างเพื่อการบริหารประเทศตามแนวทางใหม่ที่หวังว่าควรจะนำไปสู่ทิศทางที่สร้างสรรค์
แต่คนยุคนี้กลับทำตัวเสมือน “ทองไม่รู้ร้อน” บางครั้งก็สะท้อนอุปนิสัยที่คนยุคก่อนเรียกกันว่า “เห็นช้างตัวเท่าหมู”
ทั้งนี้และทั้งนั้น ทุกวันนี้เหตุการณ์ที่สะท้อนออกมาปรากฏให้ผู้คนที่เดินทางไปมารู้สึกเดือดร้อน เนื่องจากคนส่วนใหญ่ตกอยู่ในความประมาท ดังเช่นเทศกาลต่าง ๆ ซึ่งมีผู้คนเดินทางจากกรุงเทพออกไปสู่ต่างจังหวัด ก็ยังสะท้อนให้เห็นคนบาดเจ็บล้มตายเพราะอุบัติเหตุ จนกระทั่ง แม้ทางราชการก็ยังตั้งเป้าคนตายเอาไว้ด้วยตัวเลข เปรียบเสมือนการยอมจำนนต่อปัญหา หรืออีกนัยหนึ่งสะท้อนให้เห็นถึง การทำงานแบบขอไปที แทนที่จะมีสติปัญญาแตกฉานยิ่งกว่านี้
ทั้งนี้และทั้งนั้น เนื่องจากสิ่งที่กล่าวมาแล้วเปรียบเสมือนสะท้อนให้เห็นความจริงว่า มีการแก้ปัญหาแบบขอไปทีอย่างปราศจากความหวังที่มุ่งทิศทางลงสู่ระดับลึก
สภาพการณ์เช่นนี้ ประชาชนคนไทยจะมีความสุขอยู่ได้อย่างไร?
อนึ่ง ตัวอย่างที่สี่ นับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ที่เราประกาศการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและแนวคิดมาสู่ประชาธิปไตย ซึ่งคนส่วนใหญ่มักนำไปผูกติดเอาไว้กับคำว่า ต้องมีการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรของประชาชน ในการพิจารณาออกกฎระเบียบต่าง ๆ เพื่อนำออกมาใช้ในการบริหารสังคมและประเทศชาติ
ซึ่งเราพบกับปัญหาความหวาดระแวงต่อกัน อีกทั้ง การปฏิบัติตนของกลุ่มบุคคลที่เรียกตัวเองว่า เป็นผู้แทนราษฎร เนื่องจากหลังการได้รับเลือกตั้งแล้ว ส่วนใหญ่มักหันหลังให้ชาวบ้าน หลายคนอยากขึ้นไปมีอำนาจ ซึ่งในทางปฏิบัติมักพูดกันว่า เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตัวเองและพรรคพวก
ดังเช่นรัฐบาลชุดที่ผ่านพ้นมาแล้ว มีบุคคลจากกลุ่มผู้มีอุปนิสัยดังกล่าว ได้รับการเลือกตั้งเข้าไปเป็นผู้บริหารประเทศในสาขาต่าง ๆ ทำให้ตนและบริวารเหล่านี้ นำประชาชนซึ่งโดยปกติถูกปล่อยไว้อย่างปราศจากการร่วมมือร่วมใจกันคิดแก้ไขปัญหาด้วยใจจริง การที่คนระดับล่างไม่สามารถรู้เท่าทันต่อสภาพแวดล้อมจากผลการปฏิบัติของคนระดับบน นอกจากนั้น ยังมีการฉ้อราษฎร์บังหลวง โดยพยายามใช้บุคคลระดับล่างที่ไม่สามารถรู้เท่าทันการกระทำของตนและพรรคพวก จึงทำให้จำต้องตกเป็นพรรคพวกในการหาผลประโยชน์ร่วมด้วย
หรืออีกนัยหนึ่ง อาจกล่าวว่า ปล่อยคนระดับล่างเอาไว้ให้รากฐานจิตใจอ่อนแอ เพื่อหวังใช้ผู้คนเหล่านี้เป็นเครื่องมือสนองประโยชน์แห่งตน ดังนั้น สังคมไทย จึงได้รับการปรับเปลี่ยนสภาพ ซึ่งเปรียบเสมือนอาการจากยาเสพติด ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขปัญหาในระยะยาว
แต่เป็นเพราะความประมาทในอดีตที่ผ่านพ้นมา ทำให้คนระดับชาวบ้านตกเป็นพรรคพวกของอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งบริหารประเทศอย่างขาดความบริสุทธิ์ใจจนกระทั่ง อาจเกิดการนองเลือดโดยที่มีคนไทยยกพวกฆ่ากันเอง
ซึ่งสิ่งที่หยิบยกมาเป็นกรณีตัวอย่าง สำหรับบุคคลผู้ถือนโยบาย รวมทั้งคิดจัดการแก้ไขปัญหา ซึ่งควรสนใจเรียนรู้และนำไปพิจารณาปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง แต่จากกรณีตัวอย่างที่นำมาเสนอให้ทุกคนทบทวน เพื่อค้นหาความจริง อีกทั้ง นำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาอย่างถูกต้อง ความจริงแล้ว ปัญหาที่หยิบยกมาเป็นตัวอย่างเพื่อวิเคราะห์เจาะลึก หากภายในรากฐานจิตใจตนเอง หยั่งรู้ได้ว่า เราผ่านพ้นสภาพที่เป็นปัญหา ซึ่งมีมาแต่อดีตเพียงเล็กน้อย แต่ก็นำมาปฏิบัติเสมือนเป็น ทองไม่รู้ร้อน จนกระทั่งปัญหาต่าง ๆ เติบโตยิ่งขึ้นจนเป็นเรื่องใหญ่ถึงได้รู้สึกและรีบร้อนแก้ไขแบบเอาแต่ใจตนเองเป็นใหญ่ หากมองเห็นว่า เป็นเพราะเราเกียจคร้าน จึงทำให้ตัวเองนำปฏิบัติแบบสุกเอาเผากิน จนกระทั่งเกิดปัญหาอีกด้านหนึ่ง ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของสังคมอย่างลึกซึ้ง
ทำให้คิดถึงภาษิตบทหนึ่ง ซึ่งมีผู้เขียนไว้ในอดีตว่า “สัญชาติคางคก ถ้ายางหัวไม่ตกก็คงยังไม่คิดแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการนำปฏิบัติของตนและพรรคพวก”

3 เมษายน 2550
ระพี สาคริก

วันจันทร์, มิถุนายน 25, 2550

Happy Lobbyist


ช่วงที่ผ่านมาอาชีพที่ได้รับการกล่าวถึงกันมาก และเป็นไปได้อย่างยิ่งว่า ในอนาคต อาชีพนี้จะได้รับการพูดถึงมากขึ้นไปอีก นั่นก็คืออาชีพ Lobbyist (ล็อบบี้ยีสต์) แปลตรงตัวได้ว่า “กลุ่มคนซึ่งมีหน้าที่หาเสียงสนับสนุนในสมาชิกสภานิติบัญญัติเพื่อให้มีการออกกฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่ง”
แต่ในความเป็นจริง อาชีพล็อบบี้ยีสต์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในสภา ยกตัวอย่างเช่น อดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศใดประเทศหนึ่งว่าจ้างให้เอกชนรายหนึ่งทำหน้าที่เป็นล็อบบี้ยีสต์ เพื่อดิสเครดิตรัฐบาลบ้านเกิดเมืองนอนของตน
หรือในภาพยนตร์เรื่อง Thank for Smoking ที่ตีแผ่เรื่องราวของนักโฆษณาประชาสัมพันธ์รายหนึ่ง
ที่เป็นล็อบบี้ยีสต์ตัวเอ้ เขาพยายามบิดเบือนให้บุหรี่กลายเป็นสินค้าที่มีประโยชน์มากกว่าให้โทษภัยกับมนุษย์
ซึ่งเขาทำได้สำเร็จเสียด้วย
อาชีพล็อบบี้ยีสต์จึงอาจเรียกให้เข้าใจง่ายตามภาษาบ้านเราว่า “ฤาษีแปลงสาร” ที่ต้องมีความถนัดในการเปลี่ยนถูกเป็นผิด แปลงผิดให้เป็นถูก
ทุกวันนี้ โลกจึงเต็มไปด้วยเรื่องจริงพอๆ กับเรื่องลวง วิ่งคู่คี่เฉือนเอาชนะกันอยู่แค่ปลายจมูก แถมยังอยู่ในลู่แข่งที่ติดๆ กัน ขว้างกั้นด้วยเส้นแบ่งที่บางเฉียบลงทุกทีๆ ไม่ต่างอะไรกับสินค้านานาชนิดที่เน้นความบอบบาง
ถ้าไม่เชื่อ ลองหันไปดูวงการบันเทิงบ้านเราเป็นตัวอย่าง
ก่อนหน้านี้ เรามีซุปเปอร์สตาร์ระดับนางเอกที่คนทั้งประเทศพร้อมใจกันมอบฉายา “เจ้าหญิงวงการบันเทิง” ด้วยความสวยไม่มีที่ติและความสมบูรณ์พร้อมทั้งชื่อเสียง ฐานะ และการศึกษา ทว่าวันหนึ่งคนทั้งประเทศก็ต้องช็อค เมื่อรู้ว่าโดนเธอหลอก หลังจากที่เธอออกมายอมรับอย่างมั่นใจว่าตั้งครรภ์
หรือดาราละอ่อนอีกรายที่ออกมาเปิดตัวหนังสือบันทึกประสบการณ์ทางเพศกับชายหนุ่มในวงการบันเทิง (ซึ่งยังไม่มีใครกล้ายืนยันว่าเกิดประโยชน์กับผู้อ่านด้านไหน?) เธอยืนยันว่าตนเองท้องแน่ๆ อย่างน้อย 6 เดือนแล้ว แต่สุดท้าย ทุกอย่างก็โอละพ่อ เพราะจริงๆ ในท้องของเธอไม่ได้มีเด็กอายุครรภ์ตามนั้นฝังตัวอยู่ แต่ที่ต้องแต่งเรื่องมาขายเพราะกำลังผ่อนบ้านราคา 6 ล้านบาท!!!!
เห็นไหมคะ แค่เรื่องคนจะ “เกิด” ยังสับสนขนาดนี้ คนที่ท้องบอกตัวเองไม่ได้ท้อง แต่คนไม่ท้องก็อยากจะลองท้องปลอมๆ ดูบ้าง
เท่านี้ เราก็มองเห็นลู่ทางการตลาดชัดเจน เพราะเรายังมีวัฏฏะเรื่อง “แก่”, “เจ็บ” และ “ตาย” ของมนุษย์ให้ทำมาหากินกับเรื่องจริง-ลวงอีกมากมาย
ที่ว่ามาทั้งหมดก็เพื่อเชิญชวนทุกท่านให้มาประกอบสัมมาอาชีพการเป็นนักล็อบบี้มืออาชีพ
ขอยืนยันว่างานนี้ทำได้จริง รับสมัครจริง และมีค่าตอบแทนจริง ไม่ใช่กลลวง
แต่อาชีพนักล็อบบี้ที่จะมาเปิดรับสมัครกันในวันนี้คือ ตำแหน่ง “ล็อบบี้ยีสต์ความสุข หรือ นักสร้างความสุขมืออาชีพ” ซึ่งเราไม่ได้รับสมัครกันพร่ำเพรื่อ
ก่อนอื่นท่านผู้อ่านต้องพิจารณาคุณสมบัติตนเองว่าเป็นไปตามข้อกำหนดดังต่อไปนี้หรือไม่

คุณสมบัติ
• ต้องการพบความสุขกับเรื่องจริง ไม่ใช่ลวง
• ไม่ต้องการรับผลตอบแทนเป็นตัวเงินและอามิสสินจ้างทุกประเภท เพราะเงินเป็นโลหะที่มีน้ำหนักมาก และบางครั้งก็หนักเกินไปจนทำให้สูญเสียความสุข
• มีความมั่นคงทางจิตใจพอ โดยไม่ต้องพึ่งพาวัตถุมงคล

ค่าตอบแทน
• คุณจะได้รับเสียงหัวเราะและรอยยิ้มจากผู้คนรอบตัว
• คุณจะได้รับความรักและความเมตตาจากผู้คนรอบตัวคุณ
• คุณจะได้รับภูมิคุ้มกันความทุกข์จากผู้คนรอบข้าง
• คุณจะได้รับความสุขที่สะท้อนกลับมาจากผู้คนรอบตัว
• คุณจะไม่มีวันโกรธใครได้นานเกิน 24 ชั่วโมง

หน้าที่และความรับผิดชอบ
• แยกแยะระหว่างความสุขที่แท้จริงและความสุขปลอมๆ ในชีวิตประจำวันของคุณออกจากกันอย่างสิ้นเชิง (หมายเหตุ -- ความสุขนี้ ไม่รวมความเพลิดเพลินใดๆ ที่เกิดจากการซื้อหาหรือได้มาด้วยเงินทอง)
• บอกเล่ากับผู้คนรอบตัวว่า คุณมีความสุขกับสิ่งนั้นเพราะอะไร
• บอกเล่ากับผู้คนรอบตัวว่า คุณมีความสุขกับสิ่งนั้นอย่างไร
• บอกเล่ากับผู้คนรอบตัวว่า พวกเขาสามารถสร้างความสุขเช่นเดียวกับคุณได้อย่างไร

ภารกิจที่มอบหมายให้เบื้องต้นมีเพียงเท่านี้ หากทำได้ผลดีก็จะได้รับการประเมินผลงานและบรรจุเป็น ล็อบบี้ยีสต์ความสุข มืออาชีพ
สวัสดิการที่จะได้เพิ่มเติมคือ........โอ๊ะๆ!!!! ขอตัวรับโทรศัพท์สักครู่ .......จุ๊ๆ..... ล็อบบี้ยีสต์คู่ใจ ท่านอดีตนายกรัฐมนตรี (เจ้าเก่า) ส่งข่าวทางไกลมาจากกรุงมอสโคว์ บอกว่า เรื่องจริง-ลวงที่เป็นช่องทางการตลาดของอาชีพล็อบบี้ยีสต์ ไม่ได้มีแค่ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เท่านั้นนะศิษย์น้อง???
ในฐานะรุ่นพี่ขอแนะนำมือสมัครเล่นว่า แม้แต่เรื่อง “กิน” ก็เป็นประโยชน์สุขได้
ท่านกรุณาเล่าเหตุการณ์ล่าสุดให้ฟังว่า วันหนึ่ง ลูกค้าของท่าน (คนที่คุณก็รู้ว่าเป็นใคร) ไปทานแฮมเบอร์เกอร์แล้วถูกชิงทรัพย์มูลค่ากว่าล้านบาท ท่ามกลางหน่วยอารักขาแน่นหนากลางกรุงมอสโคว์
แค่ส่งข่าวนี้กลับมาบ้านเกิด ก็ตีความกันหน้าดำหน้าแดงแล้วว่า จริง-ลวง..........

ชีวิตรื่นรมย์ // โพสต์ทูเดย์ // ฉบับวันอังคารที่ 19 มิถุนายน 2550
กนกวรรณ กนกวนาวงศ์ media4joy@hotmail.com
กลุ่มสื่อสร้างสรรค์ www.happymedia.blogspot.com
สนับสนุนโดย ศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)